รู้ครบ Digital marketing คืออะไร การตลาดดิจิทัล ต้องทำอะไรบ้าง

digital marketing

Digital Marketing หรือ การทำการตลาดดิจิทัลเป็นเรื่องที่คนทำธุรกิจและนักการตลาดในยุคนี้จะไม่รู้จักไม่ได้เลย เพราะเราไม่สามารถทำการตลาดแบบเดิม ๆ กับผู้บริโภคแล้วจะได้ผลเหมือนวันวานอีกแล้ว ผู้บริโภคกระโดดเข้ามาอยู่บนแพลตฟอร์มดิจิทัล ไม่ว่าจะเว็บไซต์, Facebook, Instagram, Twitter, Line หรือจะ TikTok ที่มาแรงสุด ๆ นักการตลาดหรือคนทำธุรกิจอย่างเราก็ต้องกระโดดตามเขาเข้าไป

ลูกค้าอยู่ไหน เราก็ตามไปทำการตลาดให้ถึงที่!

แต่การจะทำ Digital Marketing จริง ๆ แล้ว คืออะไร แล้วมีอะไรต้องทำบ้าง ยาก-ง่าย แค่ไหน ต้องรู้จักอะไรบ้าง บทความนี้ จะช่วยให้คำตอบแบบจัดเต็มกับคุณเอง มาเริ่มกันเลย

Table of Contents

Digital Marketing คืออะไร

Digital Marketing คือ การทำการตลาดผ่านช่องทางออนไลน์หรือสื่อดิจิทัล (Digital Media) โดยหัวใจหรือองค์ประกอบสำคัญของการทำดิจิตอลมาเกตติ้งก็ไม่ได้ต่างจากการทำการตลาด หรือ Marketing ที่ธุรกิจจะต้องเข้าใจ Brand Position, 4P และ SWOT ของตัวเองก่อน เพื่อมาตีว่าจะต้องทำการตลาดอย่างไร เพื่อนำพาแบรนด์และโปรดักต์ไปให้กลุ่มเป้าหมายหรือลูกค้ารู้จักและซื้อ เพียงแต่มีคำว่า “Digital” เข้ามากำกับว่า เราทำการตลาดบนช่องทางดิจิทัลนะ แล้วแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ว่า เป็นอะไรได้บ้าง

ตัวอย่างช่องทางดิจิทัลที่ใช้ทำ Digital Marketing

  • Search Engine (เครื่องมือที่เราเอาไว้ใช้สืบค้นข้อมูล เช่น Google, Yahoo!, Bing)
  • เว็บไซต์
  • โซเชียลมีเดีย เช่น Facebook, Twitter, Instagram, Line, TikTok ฯลฯ
  • อีเมล
  • Mobile App แอปพลิเคชันบนสมาร์ตโฟน

สำหรับเหตุผลว่า ทำไมเราถึงต้องทำ Digital Marketing? เหตุผลอันดับแรก นั่นก็เพราะว่า ผู้คนได้ย้ายเข้ามาใช้เวลาบนโลกดิจิทัลกันแล้ว ทุกวันนี้ ไม่ว่าเราจะซื้อสินค้าอะไร หลาย ๆ ครั้งเราก็เสิร์ช Google ก่อน เพื่อศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสินค้า หารีวิวบน YouTube ดูความคิดเห็นของคนอื่น ๆ บนโซเชียลมีเดีย ตลอดจนการซื้อของออนไลน์ การที่แบรนด์หรือธุรกิจจะไม่กระโจนเข้ามาทำการตลาดบนโลกดิจิทัลถือว่าเสียโอกาสเต็ม ๆ

ที่มารูปภาพ surveysparrow.com

และนอกจากการที่คนเข้ามาใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลกันมากแล้ว การทำดิจิตอลมาเกตติ้งยังเป็นการทำการตลาดที่ดีต่อธุรกิจในหลาย ๆ มุมอีกด้วย

ไม่ว่าจะเป็น เริ่มต้นทำได้เลย แม้ไม่มีงบประมาณ การทำ Digital Marketing เป็นการสื่อสารจากสองฝั่ง แบรนด์สามารถโต้ตอบ พูดคุยกับกลุ่มเป้าหมายหรือผู้ติดตามได้ ทำให้แบรนด์และผู้คนคุ้นเคยกันมากขึ้น พลิกแพลงการทำการตลาดได้หลากหลาย ทำการตลาดได้รวดเร็วหรือทันเหตุการณ์ (Real-time)

ที่สำคัญของการทำ Digital Marketing คือ ทุกผลลัพธ์วัดผลได้! ทำให้เรารู้ว่าอะไรที่ได้ผล อะไรที่ต้องปรับปรุง ต้องปรับปรุงตรงไหน และทำให้แบรนด์รู้จักกลุ่มลูกค้าของตัวเองดียิ่งขึ้น อย่างที่การตลาดรูปแบบเดิมทำไม่ได้ผ่านการใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือการตลาดต่าง ๆ (MarTech) หลายๆ ตัว ที่ช่วยให้การทำการตลาดมีประสิทธิภาพมากขึ้นไปอีก

Digital Marketing ทำงานอย่างไร

หลักการทำงานของ Digital Marketing คือ การที่เราใช้สื่อต่าง ๆ แบบข้ามไปข้ามมา (Cross-media) สื่อสาร Key Message ผ่านการใช้กลยุทธ์การตลาดที่หลากหลายเพื่อสร้างการรับรู้แบรนด์ สร้างความน่าเชื่อถือ กระตุ้นให้เขาตัดสินใจ หรือแม้กระทั่ง ‘ตีซี้’ กับกลุ่มเป้าหมายเหมือนเป็นเพื่อนแนะนำเพื่อนก็ได้

กลยุทธ์ที่ใช้ในการทำการตลาดดิจิทัลจะผสมผสานการทำการตลาดในหลาย ๆ เทคนิคผ่านช่องทางออนไลน์หลาย ๆ ช่องทาง เช่น

  • Social Media ใช้โซเชียลมีเดียเพื่อสร้างการรับรู้แบรนด์ (Brand Awareness) เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างใกล้ชิด สร้างความคุ้นเคยระหว่างแบรนด์กับกลุ่มเป้าหมาย
  • Content Marketing สร้างคอนเทนต์สำหรับกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งมีหลายจุดประสงค์ด้วยกัน เช่น สร้างการรับรู้แบรนด์ ให้ข้อมูล พูดคุยมีปฏิสัมพันธ์​ (Engage) หรือกระตุ้นให้ตัดสินใจซื้อ
  • Website Marketing ทำการตลาดบนเว็บไซต์ เพราะเดี๋ยวนี้เว็บไซต์ก็เปรียบเสมือน “หน้าร้านหลัก” บนโลกออนไลน์ไปแล้ว เราสามารถรวมสินค้า/บริการของร้านให้ลูกค้ามาเยี่ยมชมได้บนเว็บไซต์
  • SEO (Search Engine Optimization) การทำการตลาดบนหน้าเสิร์ช (หรือ Google) ทำให้กลุ่มคนที่น่าจะเป็นลูกค้าของเราเสิร์ชเจอเว็บไซต์ของร้าน
  • PPC (Pay Per Click) Advertising ทำโฆษณาเพื่อให้กลุ่มเป้าหมายเห็นร้านเร็วขึ้นหรือในทันทีเพียงแค่เสิร์ช Google เข้ามา ให้แบรนด์หรือธุรกิจของเราเป็นตัวเลือกอันดับแรก ๆ ของเขา

ทั้งนี้ การที่จะทำการตลาดดิจิทัล ใช้สื่อออนไลน์เหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ธุรกิจจะต้องรู้ว่า กลุ่มเป้าหมายของเราใช้แพลตฟอร์มใดเป็นส่วนใหญ่ แล้วใช้แพลตฟอร์มใดเพื่ออะไร ยกตัวอย่างเช่น เราต้องการขายอสังหาริมทรัพย์ การจะทำการตลาดช่องทางหลักของเราคงไม่ใช่ Instagram ที่เน้นโพสต์รูปภาพ นำเสนอความสร้างสรรค์และแรงบันดาลใจ แต่อาจจะเน้นการ Website Marketing และ SEO เพื่อเข้าถึงกลุ่มคนที่ต้องการซื้อตรง ๆ และใช้ Social Media เพื่อเสริมสร้างแบรนด์และความน่าเชื่อถือ

การจะเลือกใช้ช่องทางออนไลน์ในการทำ Digital Marketing เราจะดูว่า ใช้ช่องทางนี้เพื่ออะไร แล้วแต่ละช่องทางทำงานร่วมกันอย่างไร ส่งเสริมกันอย่างไรได้บ้าง เมื่อเข้าใจสิ่งเหล่านี้ เราก็จะวางกลยุทธ์ทำการตลาด วางคอนเทนต์ที่จะทำ และทำการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทำไม Digital Marketing จึงสำคัญในยุคปัจจุบัน

ทำไมเราถึงไม่ควรพลาดทำ Digital Marketing ในยุคปัจจุบัน สำหรับเหตุผลแรกเราเกริ่นไปเบื้องต้นแล้วว่า เพราะผู้คนย้ายเข้ามาใช้เวลาบนแพลตฟอร์มดิจิทัลกันมากขึ้น ธุรกิจจึงต้องกระโจนเข้ามาทำการตลาดบนแพลตฟอร์มที่ผู้บริโภคใช้

แต่นอกจากนั้น การทำดิจิตอลมาเกตติ้งยังมีข้อดีและความสำคัญอื่น ๆ ที่ธุรกิจควรคว้าประโยชน์ไว้

  1. การทำโฆษณาบนช่องทางออนไลน์ถูกกว่าทำโฆษณาแบบดั้งเดิม (Traditional Marketing) หากต้องการลงโฆษณาบนโทรทัศน์หรือบิลบอร์ดทางด่วน เพียง 1 สัปดาห์ ธุรกิจอาจต้องเตรียมงบไว้ตั้งแต่หลักแสนหรือล้าน ในขณะที่โฆษณาออนไลน์ทำได้เจาะจงกว่าและเริ่มต้นตั้งแต่ไม่ถึงบาท
  2. มีเทคโนโลยีและมีเครื่องมือช่วยทำการตลาดให้มีประสิทธิภาพได้ ไม่ว่าจะเครื่องมือทำและลงคอนเทนต์ เครื่องมือติดตามและวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ และเครื่องมือช่วยทำการตลาดอื่น ๆ อีกมากมาย
  3. สามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมายหรือ Audience ในการทำการตลาดได้แบบเจาะจง ไม่ต้องทำการตลาดแบบหว่านแห ช่วยประหยัดงบประมาณและได้เพิ่มประสิทธิภาพ
  4. วัดผลลัพธ์ต่างๆ ติดตามข้อมูลได้ แตกต่างจากการทำการตลาดแบบดั้งเดิม (Traditional Marketing) เพราะทุกสิ่งที่เกิดขึ้นบน Platform Online
  5. การตลาดดิจิทัลมีช่องทางหรือ Channels ที่หลากหลาย เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้หลากหลายกลุ่ม สามารถออกแบบกลยุทธ์เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายผ่านการใช้ช่องทางต่าง ๆ ให้เหมาะกับจุดประสงค์การตลาดได้
  6. การทำแคมเปญการตลาด (Marketing Campaigns) บนโลกออนไลน์ ทำได้รวดเร็ว และต้นทุนน้อย สามารถวัดผลลัพธ์ ทดลองวิธีการได้ เอื้อทำให้ธุรกิจสามารถคิดหาวิธีทำการตลาดใหม่ ๆ ได้
  7. Digital Marketing ช่วยให้แบรนด์และกลุ่มเป้าหมายใกล้ชิดกันมากขึ้น อย่างที่ Traditaional Marketing ทำไม่ได้ เพราะมีช่องทางหรือ Channels ที่ใช้ร่วมกัน ติดต่อ พูดคุยกันได้ ทุกวันนี้ การซื้อ-ขายยังสามารถปิดได้ผ่านการพูดคุยหรือแชทเพียงไม่กี่ข้อความได้

Digital Marketing กับ Online Marketing ต่างกันอย่างไรบ้าง

มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนกันอยู่ระหว่างสองคำ นั่นคือ Digital Marketing และ Online Marketing คือสิ่งเดียวกันไหม ถ้าต่าง แล้วต่างกันอย่างไรบ้าง?

สิ่งที่แยก Digital กับ Online Marketing ออกจากกัน คือ “อุปกรณ์หรือเทคโนโลยีที่ใช้”

  • Digital Marketing คือ การทำการตลาดบนอุปกรณ์ดิจิทัลหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ใด ๆ ก็ตาม ‘ทั้งใช้และไม่ใช้ Internet’ ไม่ว่าจะเป็นบนสมาร์ตโฟน คอมพิวเตอร์ SMS Message หรือแม้กระทั่งบิลบอร์ดที่เป็นจอ LED หรือแม้กระทั่งจอ LED Display ขนาดยักษ์ ที่ Time Square เราเรียกการทำการตลาดบนสื่อดิจิทัลเหล่านี้ ว่า Digital Marketing
  • Online Marketing คือ การทำการตลาดผ่านสื่อหรืออุปกรณ์ที่ ‘ต้องใช้ Internet’ มีการเชื่อมต่อกันระหว่างคอนเทนต์และผู้รับสารแบบออนไลน์ ยกตัวอย่างการทำ Online Marketing เช่น เว็บไซต์ โซเชียลมีเดีย SEO PPC ฯลฯ

ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า Online Marketing คือซับเซตของ Digital Marketing หรือ Digital Marketing เป็นคำที่กินความหมายกว้างกว่าและครอบคลุมคำว่า “Online Marketing”

หากเจอว่า บทความใดหรือใครที่พูดถึง Online Marketing จะได้ไม่งงว่า เขากำลังพูดถึงสิ่งเดียวกันกับการตลาดดิจิทัลที่เราเข้าใจหรือเปล่า

อยากเริ่มทำ Digital Marketing ต้องทําอะไรบ้าง มีช่องทางไหนบ้าง

เมื่อดิจิทัลสำคัญขนาดนี้ แล้ว Digital Marketing ทําอะไรบ้าง?

อยากเริ่มทำการตลาดดิจิทัล เริ่มแรกเราต้องทำความรู้จักก่อนว่า ช่องทาง (Channels) และกลยุทธ์หลัก ๆ ที่ใช้ทำ Digtial Marketing มีอะไรบ้าง แล้วแต่ละช่องทางหรือกลยุทธ์ทำไปเพื่ออะไร มีวิธีการอะไร เพื่อให้เราสามารถเลือกใช้ช่องทางทำการตลาดที่เหมาะสมกับโปรดักต์ของเราและตรงกับกลุ่มเป้าหมาย

ช่องทางหลัก ๆ ที่นิยมใช้ทำ Digital Marketing มีอะไรบ้างที่คุณควรรู้

  • เว็บไซต์ (Website)
  • Social Media เช่น Facebook, Line, Twitter, YouTube, Instagram ฯลฯ
  • อีเมล (Email)
  • Search Engine หรือ Google

ส่วนกลยุทธ์หรือเทคนิคการตลาดดิจิทัลที่ต้องทำ แต่ละอย่างจะเป็นอย่างไร อธิบายง่าย ๆ ด้านล่างนี้เลย

1. Paid search

Paid Search คือ การทำโฆษณาบน Search Engine หรือ Google (เรียกว่าการทำ Google Ads) หรือที่บางทีเรียกว่า “PPC: Paid Per Click” เพื่อให้เว็บไซต์ของเราไปปรากฏบนหน้าเสิร์ช (SERPs) เป็นอันดับต้น ๆ ตาม “คีย์เวิร์ด” (Keyword) ที่คนค้นหาเข้ามา เพื่อเพิ่มโอกาสที่คนจะคลิกเข้ายังเว็บไซต์ของเรา

โฆษณาแบบ Paid Search คือ การซื้ออันดับการแสดงผล โดยการซื้อโฆษณาบน Google เราจะต้องซื้อด้วยวิธีการประมูลหรือ Bidding “คีย์เวิร์ด (Keyword)” ที่คนเสิร์ช ยกตัวอย่างเช่น เราซื้อคำว่า “รับแปลภาษา” หากมีคนเสิร์ชด้วยคำนี้ บน Google แล้วเป็นจังหวะที่เราซื้อโฆษณาคำนี้อยู่ เว็บไซต์ของเราก็จะไปปรากฏเป็นผลการค้นหาอันดับต้น ๆ เหนือเว็บไซต์ที่ไม่ได้ทำ PPC (ซึ่งการที่ไม่ได้ซื้อโฆษณาแล้วทำให้เว็บไซต์ติดอันดับการค้นหาอันดับต้น ๆ ได้ เป็นเรื่องยาก แต่ทำได้ด้วยเทคนิค SEO)

2. SEO (Search Engine Optimization)

SEO คือ เทคนิคการทำเว็บไซต์ให้ติดอันดับบน Search Engine หรือ Google ในหน้าแรกหรือติดอันดับ (Ranking) ผลการค้นหาอันดับต้น ๆ จุดประสงค์ก็เพื่อให้มีคนเห็นเว็บไซต์ของเรามากขึ้น เพิ่มจำนวนคนที่จะคลิกเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเรา โดย SEO นั้น ย่อมาจาก Search Engine Optimization แปลว่า การปรับแต่ง (เว็บไซต์) ให้เหมาะกับวิธีการทำงานของ Search Engine

การจะทำ SEO จนเว็บไซต์ติดหน้าแรกหรืออันดับดี ๆ บน Google ได้ มีหลายเทคนิคที่ต้องปรับแต่งเว็บไซต์ ไม่ว่าจะเป็นการทำ Keyword Research การทำคอนเทนต์เพื่อให้ตอบโจทย์ ตอบสิ่งที่คนสงสัย การปรับแต่งเว็บไซต์และเรื่องทางเทคนิคต่าง ๆ อีกมากมาย ถือเป็นอีกศาสตร์ Digital Marketing ที่ต้องศึกษาอย่างจริงจัง

ข้อดีของการทำ SEO คือ ให้ผลลัพธ์ที่ยั่งยืน สามารถนำพาคนเข้ามาในเว็บไซต์ ไม่ว่าจะเพื่ออ่านข้อมูลหรือเลือกดูสินค้าได้เรื่อย ๆ เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ในการทำ Inbound Marketing หรือการตลาดแบบแรงดึงดูด ศาสตร์การตลาดที่ช่วยดึงดูดให้ลูกค้าเข้ามาหาแบรนด์เอง แม้ไม่ทำโฆษณา

3. Content Marketing

Content Marketing คือ การทำการตลาดด้วยคอนเทนต์หรือการที่แบรนด์/ธุรกิจผลิตคอนเทนต์ขึ้นมาเพื่อจุดประสงค์ทางการตลาด ไม่ว่าจะเป็นเพื่อสร้างการรับรู้แบรนด์ (Brand Awareness) กระตุ้นหรือส่งเสริมการขาย เพื่อพูดคุยกับกลุ่มเป้าหมายหรือผู้ติดตาม หรือเพื่อสร้างแบรนด์ ทำ Branding สร้างความน่าเชื่อถือหรือทำแบรนด์ให้เป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ

โดยการทำ Content Marketing ก็สามารถทำได้หลากหลายรูปแบบ เผยแพร่ได้หลากหลายช่องทาง (Channels) เช่น

  • บทความ หรือ บล็อก บนเว็บไซต์
  • ข้อความขายหรือ Copywriting บนโฆษณา ทั้ง Paid Search และ Social Ads
  • โพสต์ข้อความ โพสต์รูปภาพ บนโซเชียลมีเดียทุกช่องทาง
  • วิดีโอสั้น วิดีโอยาว ทั้งบน Reels, TikTok, YouTube
  • อินโฟกราฟิก (Infographic)
  • เกมหรือ Interactive Contents

ตัวอย่างการทำคอนเทนต์ของแบรนด์เสื้อผ้า GQ
ทำ Social Photo Album ให้ความรู้เรื่องการเลือกสีเสื้อ พร้อมสอดแทรกผลิตภัณฑ์

“คนไม่ได้เสพแบรนด์ แต่คนเสพคอนเทนต์ที่แบรนด์ทำและค่อย ๆ รู้จักสิ่งที่แบรนด์ขาย”

หน้าที่ของคอนเทนต์หรือการทำ Content Marketing คือ การนำเสนอ Key Message ที่แบรนด์ต้องการสื่อสารไปหากลุ่มเป้าหมายในรูปแบบที่ผู้รับสาร “เคี้ยวง่าย” น่าสนใจ รวมไปถึงสนุก ตื่นเต้น มีอารมณ์ร่วม นั่นคือขั้นแรกที่ต้องทำ

ส่วนการจะทำคอนเทนต์ให้ตอบโจทย์การตลาดได้จริง ๆ นั้น จำเป็นที่จะต้องมีการศึกษากลุ่มเป้าหมายและการวางแผนคอนเทนต์ที่ละเอียด ต้องเข้าใจ Customer Journey, Marketing Funnels หรือสเตจในการตัดสินใจการซื้อของเขา เพื่อจะได้รู้ว่า ควรทำคอนเทนต์อะไรออกไปเพื่อตอบสเตจนั้น ๆ แล้วควรเลือกใช้สื่ออย่างไร หรือจะใช้ Influencer Marketing ก็เป็นเรื่องของการทำ Content Marketing เช่นเดียวกัน

4. Social Media Marketing

Social Media Marketing คือ การทำการตลาดบนช่องทางโซเชียลมีเดีย ซึ่งเป็นช่องทางทำการตลาดที่ธุรกิจ/แบรนด์จะพลาดไม่ได้ เพราะข้อมูลจาก We Are Social คนไทยก็ใช้โซเชียลมีเดียเฉลี่ยมากถึงวันละ 3 ชั่วโมง (2.59 ชม.) และช่องทางโซเชียลมีเดียก็เป็นช่องทางทางแบรนด์สามารถติดต่อพูดคุยกับกลุ่มเป้าหมายหรือผู้ติดตามได้โดยตรง ในทางตรงกันข้าม ผู้ติดตามก็สามารถพูดคุยหรือแม้กระทั่งสั่งซื้อสินค้ากับแบรนด์ได้ผ่านช่องทางนี้เช่นเดียวกัน

แล้วช่องทางทำ Social Media Marketing มีอะไรบ้าง (📌คัดเฉพาะที่คนไทยนิยมใช้)

  • Facebook
  • Line
  • Instagram
  • Twitter
  • TikTok
  • YouTube
  • Pantip
  • Blockdit
  • LinkedIn
  • Clubhouse

ตัวอย่างการทำ Social Media Marketing แคมเปญ “คู่หูหน้าพุ่ง” ของแบรนด์ Garnier
ทำคอนเทนต์ TikTok เป็น Challenge ให้คนเล่นเพื่อ Engage กับกลุ่มเป้าหมาย

การทำ Social Media Marketing มักใช้เพื่อสร้างแบรนดิ้ง (Branding) สร้างการรับรู้แบรนด์ (Brand Awareness) และสร้างการมีส่วนร่วมหรือปฏิสัมพันธ์กับผู้ติดตามเป็นหลัก (Engagement) เพื่อทำให้ผู้คนค่อย ๆ คุ้นเคยกับแบรนด์หรือสินค้าของแบรนด์ ตลอดจนการใช้รีวิว การตลาดแบบปากต่อปาก (Word of Mouth) หรือ Influencer Marketing มาใช้ทำการตลาดบนโซเชียลมีเดียอีกด้วย

5. Paid Media (Online Advertising)

Paid Media คือ การซื้อพื้นที่สื่อหรือการทำโฆษณาบนแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ซึ่ง Paid Media ก็มีหลากหลายช่องทางด้วยกัน ไม่ใช่แค่การทำโฆษณาบนโซเชียลมีเดีย (Social Ads) เช่น การยิงแอด Facebook, ยิงแอด Twitter เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการจ้างสื่อหรือคนอื่นพูดถึงแบรนด์ของเราบน Digital Media ด้วย

ตัวอย่าง Paid Media โฆษณาแบนเนอร์บนเว็บไซต์
Display Ads / Banner Ads (GDN)

Paid Media มีอะไรบ้าง?

  • Display Ads / Banner Ads (GDN) หรือแบนเนอร์บนเว็บไซต์
  • Search Ads / SEM / PPC โฆษณาบนหน้าเสิร์ช
  • YouTube Ads ยิงแอด YouTube
  • ยิงแอด Facebook
  • ยิงแอด TikTok
  • ยิงแอด Line OA
  • การทำ Sponsorship
  • การจ้างอินฟลูเอนเซอร์รีวิว (Influencer Marketing)
  • ฯลฯ

โดย Paid Media แต่ละประเภทก็มีข้อจำกัดและลักษณะเด่นที่แตกต่างกันออกไป เราจึงต้องศึกษาและเลือกใช้ให้เหมาะกับวัตถุประสงค์ เช่น Display Ad หรือแบนเนอร์โฆษณาบนเว็บไซต์จำกัดด้วยขนาดรูปภาพและตัวอักษรในภาพ เหมาะสำหรับย้ำภาพจำสินค้ามากกว่าการกระตุ้นให้คลิกเพื่อซื้อ การจ้างรีวิวหรือใช้ Influencer เหมาะสำหรับการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ ๆ ทำแบรนดิ้ง และสามารถใช้ปิดการขายได้ ฯลฯ

6. Email Marketing

Email Marketing คือ การทำการตลาดผ่านอีเมล ซึ่งเป็นวิธีคลาสสิกในการทำ Digital Marketing ที่หลายคนมองข้าม แต่จริง ๆ แล้ว Email Marketing ยังคงได้ผลดีในหลายธุรกิจด้วยกันโดยเฉพาะธุรกิจประเภท B2B (Business to Business) ถือเป็นช่องทางที่แบรนด์จะติดต่อกับลูกค้าได้โดยตรงตามรายชื่อ

77% of marketers have seen an increase in email engagement over the last

12 months. (Not Another State of Marketing, 2021)

อีเมลยังเป็นช่องทางสำคัญสำหรับการทำ Inbound Marketing, Marketing Automation, Data-driven Marketing, Personalization Marketing อีกด้วย เนื่องจากอีเมลจะต้องมีข้อมูลติดต่อและรายชื่อ (Contact) ของลูกค้าไว้ เมื่อเชื่อมต่อกับเทคโนโลยีการตลาดต่าง ๆ หรือระบบดูแลลูกค้าอย่าง CRM ก็ทำให้ธุรกิจเข้าใจพฤติกรรมของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น จากสิ่งเหล่านี้ ทำให้น่านฟ้าของการทำ Email Marketing ทำอะไรได้กว้างขวางอย่างที่ช่องทางอื่น ๆ ทำไม่ได้ เช่น

  • เสนอส่วนลดหรือข้อเสนอพิเศษเฉพาะบุคคล
  • แชร์บทความ คอนเทนต์ Newsletter ตามความสนใจรายบุคคล
  • นำเสนอสินค้าหรือบริการได้ให้แต่ละรายชื่อในจังหวะที่เหมาะเจาะ หรือตาม Customer Journey
  • ช่วยฟูมฟักคนที่น่าจะเป็นลูกค้า (Lead Nurturing) ให้มีโอกาสเป็นลูกค้ามากขึ้นตาม ตอบโจทย์ Marketing Funnel ได้ทุกขั้นตอน

ทั้งนี้ ก่อนที่เราจะส่งอีเมลหาเขาได้ ความท้าทายข้อแรก คือ การขอข้อมูลติดต่อของเขามาให้ได้ โดยสิ่งที่เราจะทำก็เรียกว่า กลยุทธ์ Lead Generation หรือการขอข้อมูลติดต่อเขาโดยเรามีบางสิ่งที่แลกเปลี่ยนให้กับเขา ไม่ว่าจะเป็น E-book, คอนเทนต์คุณภาพ (Premium Content), คูปองส่วนลด, คู่มือ, หรือแม้กระทั่งการให้สิทธิ์ลองใช้ Free trial

7. Affiliate Marketing

Affiliate Marketing คือ รูปแบบการทำการตลาดดิจิทัลรูปแบบหนึ่ง ทำได้โดยการนำลิงก์สินค้าหรือบริการของแบรนด์ (ในที่นี้เราจะเรียกว่า “ผู้ลงโฆษณา” หรือ “Advertiser”) ไปแนะนำให้คนอื่นหรือลูกค้าจริง ๆ (Customer) คลิกซื้อหรือทำอะไรบางอย่าง จากนั้นผู้แนะนำหรือ Publisher ก็จะได้ส่วนแบ่งเป็นค่าแนะนำที่เรียกว่า “ค่าคอม” (Commission) ซึ่งยิ่งมูลค่าของสินค้า/บริการยิ่งสูง ค่าคอมที่จะได้ก็จะยิ่งสูงตาม

ตัวอย่างแพลตฟอร์มหรือเว็บไซต์ที่เปิดให้ทำ Affiliate Marketing

  • Amazon
  • Ebay
  • Envato creative market
  • Clickbank
  • Lazada
  • Youpik

และนอกจากเราจะสามารถนำลิงก์ของคนอื่นมาแนะนำทำ Affliate Marketing ได้แล้ว ในมุมของการทำธุรกิจหรือแบรนด์ เราก็สามารถให้คนอื่นช่วยแนะนำลิงก์เว็บไซต์หรือสินค้าของเราได้เช่นกัน เป็นอีกกลยุทธ์ Digital Marketing ที่อาจช่วยให้แบรนด์ขายของได้มากขึ้นหรือเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ ๆ ที่ไม่เคยนึกถึงมาก่อนก็ได้

8. Mobile marketing

Mobile Marketing คือ การทำ Digital Marketing ผ่านโทรศัพท์มือถือ ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ถือเป็นอวัยวะที่ 33 ของมนุษย์ไปแล้ว โดยการทำ Mobile Marketing ก็ทำได้หลากหลายวิธี เช่น การส่ง SMS, MMS Message หรือยิงโฆษณาผ่านแอปพลิเคชันที่ใช้ในมือถือ (In-App Marketing) โดยการทำการตลาดบนอุปกรณ์ Mobile เจาะจงกลุ่มเป้าหมายผ่าน GPS ได้ เช่น เมื่อคนเดินผ่านหรืออยู่ในละแวกร้าน ก็สามารถส่งคูปองส่วนลดผ่าน SMS ไปได้

9. Marketing Automation

Marketing Automation คือ การทำการตลาดดิจิทัลด้วยการนำเทคโนโลยีการตลาดหรือ MarTech เข้ามาช่วยงานต่าง ๆ ตั้งแต่การติดตามข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า ทำความเข้าใจพฤติกรรมและความต้องการของลูกค้า ไปจนถึงการนำเสนอคอนเทนต์หรือสินค้าที่ตรงใจลูกค้า ถูกที่ และถูกเวลา ทำให้การทำการตลาดมีประสิทธิภาพ ช่วยกระตุ้นให้เกิดการซื้อได้

[Quote] 77% of business owners had an increase in conversions after using marketing automation software (findstack, 2022)

การทำงานของ Marketing Automation จะเชื่อมโยงหรือ Intagrate เครื่องมือและแพลตฟอร์มที่ใช้ทำการตลาดเข้าไว้ด้วยกัน เช่น Marketing Automation Software, Email Marketing Software, CRM, Website รวมถึงแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย

ตัวอย่างการวาง Wokflow ทำ Marketing Automation ด้วยการใช้อีเมล
ขอบคุณภาพจาก wishpond.com

สิ่งที่ธุรกิจหรือนักการตลาดต้องทำ คือ การวางแผน วาง Workflow ว่า คอนเทนต์อะไรควรส่งหาใครและเมื่อไหร่ ให้สอดคล้องกับ Marketing Funnels และ Customer Journey ของแต่ละรายชื่อ เช่น นาย A สนใจอ่านข้อมูลเกี่ยวกับซอฟต์แวร์ระบบ HR ของแบรนด์บ่อยครั้ง ระบบ Marketing Automation จะส่งข้อมูลที่ช่วยให้เขาตัดสินใจได้ง่ายขึ้น รวมถึงให้ข้อเสนอพิเศษ ผ่านทางอีเมลเพื่อปิดการขาย หรือหากยังไม่สนใจ จะมีอีเมลที่ส่งข้อมูลและข้อเสนออื่น ๆ เพื่อฟูมฟักให้นาย A มีแนวโน้มที่จะซื้อมากขึ้น

เครื่องมืออะไรบ้าง ที่น่าสนใจในการทำ Digital marketing ในปัจจุบัน

การทำ Digital Marketing จะขาดเครื่องมือการตลาด หรือ MarTech (Marketing Technology) ไปไม่ได้เลย เพื่อที่เราจะเข้าใจความสนใจ ความต้องการ และพฤติกรรมของลูกค้าได้มากขึ้น บริหารสื่อหรือทำการตลาดออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือแม้กระทั่งเทคโนโลยีที่ช่วยขายของแทนเราได้

โดย MarTech สำหรับนักการตลาดสาย Digital หน้าใหม่ ที่ต้องทำความรู้จักเอาไว้ ขอแนะนำเครื่องมือหรือ Technology Digital เหล่านี้เลย

  • Google Analytics เครื่องมือสำหรับดูข้อมูลเว็บไซต์ของเรา ดูว่ามีคนเข้ามาเยี่ยมชมมากเท่าไหร่ เป็นใครบ้าง
  • Google Search Console เครื่องมือสำหรับดูแลเว็บไซต์ ตรวจดูว่าเว็บไซต์ของเราอยู่อันดับที่เท่าไหร่บน Google
  • Google Tag Manager เครื่องมือสำหรับติดตั้งแท็กหรือสคริปต์ไว้บนเว็บไซต์แบบง่าย ๆ โดยที่ไม่ต้องเข้าไปรื้อโค้ดหลังบ้าน ช่วยให้การติดแท็ก และเปิด-ปิดการทำงานของแท็กทำได้สะดวก
  • Hotjar เครื่องมือตรวจจับ Heatmap การใช้งานบนเว็บไซต์ รู้ว่าคนคลิกอะไร ใช้เวลาอ่านคอนเทนต์ส่วนไหนของเว็บไซต์ของเรามากที่สุด
  • Facebook Page, Facebook Business, Ads manager เครื่องมือสำหรับนักการตลาดสาย Facebook ใช้ดูข้อมูลผู้ติดตาม ใช้ทำโฆษณายิงแอด Facebook
  • Google Ads (หรือ Google Adwords ชื่อเก่า) เครื่องมือสำหรับใช้ทำและยิงแอด Google หรือ PPC
  • WordPress ระบบบริหารคอนเทนต์ (CMS: Content Management System) ช่วยให้การลงคอนเทนต์บนเว็บไซต์หรือสร้างเพจใหม่ ๆ ในเว็บไซต์เป็นเรื่องง่าย แม้จะเขียนโค้ดไม่เป็น
  • Similarweb เครื่องมือใช้สืบข้อมูลเว็บไซต์ของคู่แข่ง
  • Keyword Research Tools เครื่องมือสำหรับดู “คำค้น” หรือ “Keyword” ที่คนค้นหา ดูว่าคนค้นหาอะไร เพื่อทำคอนเทนต์และ SEO รวมถึงเลือกคำสำหรับทำ PPC
  • CRM: Customer Ralationship Management เครื่องมือบริหารความสัมพันธ์ระหว่างลูกค้า ช่วยติดตามและเก็บข้อมูลลูกค้า ตลอดจนเป็นเชื่อมต่อและใช้ทำ Email Marketing และ Marketing Automation

สรุป

Digital Marketing หรือการตลากดิจิทัล คือ การทำการตลาดผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล ซึ่งมีอยู่หลากหลายด้วยกัน ที่เราคุ้นเคยและใช้กันบ่อยก็ได้แก่ Website, Google, Email, Facebook, Twitter, Line, YouTube, TikTok, Instagram ฯลฯ

กลยุทธ์การทำการตลาดดิจิทัลเอง ก็มีหลายอย่างที่ต้องเรียนรู้ ทั้งเรื่องของการทำคอนเทนต์ การบริการสื่อ การใช้สื่อ การทำโฆษณา นอกจากนี้ ยังมีเรื่องการการใช้เทคโนโลยีหรือ MarTech ที่จำเป็นต้องใช้อีกเช่นกัน

จักรวาลของการทำ Digital Marketing นั้นกว้างใหญ่ ทั้งในมุมของโอกาส ความเปิดกว้าง ที่ให้ธุรกิจหรือแบรนด์เข้าไปคว้า เข้าไปสร้างสรรค์ทำการตลาดรูปแบบใหม่ ๆ และก็ยังหมายถึงขอบเขตความรู้ที่กว้างใหญ่ไพศาล มีอะไรให้เราต้องเรียนรู้อีกเยอะแยะมากมาย

ดังนั้น นักการตลาดอย่างเรา จะหยุดเรียนรู้ไม่ได้เลย!