<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Data for Business Archives - Digital Tips Academy</title>
	<atom:link href="https://thedigitaltips.com/data-for-business/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://thedigitaltips.com/data-for-business/</link>
	<description>Online Digital Marketing Course</description>
	<lastBuildDate>Tue, 20 Aug 2024 03:01:24 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.9.4</generator>

<image>
	<url>https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2023/03/download-150x150.png</url>
	<title>Data for Business Archives - Digital Tips Academy</title>
	<link>https://thedigitaltips.com/data-for-business/</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>Big Data คืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร และทุกอย่างที่คุณควรรู้</title>
		<link>https://thedigitaltips.com/blog/data-for-business/what-is-big-data/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[The Digital Tips]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 21 Mar 2024 17:01:05 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Data for Business]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://thedigitaltips.com/?p=14951</guid>

					<description><![CDATA[<p>Big Data คืออะไร, Big Data มีกี่แบบ และ Big Data มีประโยชน์อย่างไร เรียนรู้ทุกเรื่องที่สำคัญเกี่ยวกับ Big Data อ่านเลย!</p>
<p>The post <a href="https://thedigitaltips.com/blog/data-for-business/what-is-big-data/">Big Data คืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร และทุกอย่างที่คุณควรรู้</a> appeared first on <a href="https://thedigitaltips.com">Digital Tips Academy</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[




<p>คนที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการ <a href="https://thedigitaltips.com/blog/marketing/digital-marketing/">Digital Marketing</a> คงเคยได้ยินคำว่า “Big Data” จนเคยชิน และอดสงสัยไม่ได้ว่า แท้จริงแล้ว Big Data คืออะไร ดังนั้น ในบทความนี้ เพื่อตอบคำถามที่ทุกคนสงสัย Digital Tips จึงรวบรวมทุกองค์ความรู้สำคัญเกี่ยวกับ Big Data มาให้ ไม่ว่าจะเป็น “Big Data หมายถึงอะไร?”, “Big Data เกิดขึ้นได้อย่างไร?”  “Big Data มีกี่แบบ?”  มาเรียนรู้เรื่องที่น่าสนใจนี้ไปพร้อม ๆ กันเลย<br>>> อ่านเพิ่มเติม: <a href="https://thedigitaltips.com/blog/data-for-business/data-science/"><strong>Data Science (วิทยาการข้อมูล) คืออะไร Data Scientist ทำอะไรได้บ้าง?</strong></a></p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>





<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<h2 class="wp-block-heading" id="h-big-data-ค-ออะไร">Big Data คืออะไร?</h2>



<p><strong>Big Data คือ คำเรียกรวม ๆ ของชุดข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะมีโครงสร้าง หรือไม่มีโครงสร้างก็ตาม แต่ข้อมูลที่เรียกว่า Big Data จะมีปริมาณมาก ซับซ้อน หลากหลาย และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นได้อย่างทวีคูณ</strong>เมื่อเวลาผ่านไป ยกตัวอย่างเช่น ข้อมูลลูกค้าทั้งหมดของบริษัท ข้อมูลพาร์ทเนอร์ทั้งหมดของบริษัท ไฟล์เอกสารที่ใช้จริงในแต่ละวัน หรือข้อมูลที่ได้จากการตรวจจับพฤติกรรมของผู้บริโภค เป็นต้น ดังนั้น เราจึงกล่าวได้ว่า Big Data คือ สิ่งที่สำคัญในการวาง<a href="https://thedigitaltips.com/blog/marketing/marketing-strategy/">กลยุทธ์การตลาด</a>ของทุก ๆ ธุรกิจ และจำเป็นต้องอาศัยระบบการจัดเก็บที่มีประสิทธิภาพ&nbsp;</p>



<p>&gt;&gt; อ่านเพิ่มเติม: <a href="https://thedigitaltips.com/blog/marketing/marketing-trends-2024/"><strong>เทรนด์การตลาด 2024 – คืนชีวิตให้ธุรกิจติดลมบน</strong></a></p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<h2 class="wp-block-heading" id="h-ต-นกำเน-ดของ-big-data-ค-อ">ต้นกำเนิดของ Big Data คือ?</h2>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="1024" height="574" src="https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2024/03/history-of-big-data-1024x574.png" alt="ประวัติ Big Data
" class="wp-image-14954" srcset="https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2024/03/history-of-big-data-1024x574.png 1024w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2024/03/history-of-big-data-300x168.png 300w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2024/03/history-of-big-data-768x430.png 768w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2024/03/history-of-big-data-1536x861.png 1536w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2024/03/history-of-big-data.png 1697w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>




<p>หลาย ๆ คนอาจจะเคยสงสัยว่า Big Data เกิดขึ้นได้อย่างไร? เพื่อตอบคำถามนี้ อาจต้องย้อนหลังกลับไปตั้งแต่สมัย 1960 &#8211; 1970 ยุคที่มีการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ประมวลผลข้อมูลเป็นครั้งแรก และข้อมูลที่จัดเก็บโดยคอมพิวเตอร์มีปริมาณมหาศาลขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งในช่วงทศวรรษ 1990 Big Data คือ คำที่ถูกนำมาใช้นิยามข้อมูลมหาศาลเหล่านั้น แม้จะไม่ทราบที่มาแน่ชัด แต่คนส่วนใหญ่ในวงการล้วนให้เครดิต John R. Mashey นักวิทยาการคอมพิวเตอร์ชาวอเมริกัน ในฐานะผู้ที่บัญญัติคำว่า Big Data ขึ้นเป็นคนแรก</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<h2 class="wp-block-heading" id="h-ล-กษณะสำค-ญของ-big-data-ค-ออะไรบ-าง">ลักษณะสำคัญของ Big Data คืออะไรบ้าง?</h2>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img decoding="async" width="1024" height="1000" src="https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2024/03/big-data-characteristics-1024x1000.png" alt="ลักษณะ Big Data " class="wp-image-14955" srcset="https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2024/03/big-data-characteristics-1024x1000.png 1024w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2024/03/big-data-characteristics-300x293.png 300w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2024/03/big-data-characteristics-768x750.png 768w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2024/03/big-data-characteristics-1536x1499.png 1536w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2024/03/big-data-characteristics.png 1680w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p>เราพอจะทราบกันแล้วว่า Big Data คืออะไร แต่ปัญหาคือ <em>“จะรู้ได้อย่างไรว่าข้อมูลที่คุณมี เรียกว่า Big Data ได้หรือไม่?”</em> ในหัวข้อนี้ เราจึงสรุปลักษณะสำคัญของ Big Data มาให้คุณดูทั้งหมด 6 ข้อ ได้แก่</p>



<h3 class="has-medium-font-size wp-block-heading" id="h-1-ความหลากหลายของข-อม-ล-variety">1. ความหลากหลายของข้อมูล (Variety)</h3>



<p>Big Data หมายถึง ข้อมูลที่มีความหลากหลาย หรืออธิบายง่าย ๆ ว่า เป็นการรวมตัวของชุดข้อมูลที่มีลักษณะแตกต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น ข้อมูลพฤติกรรมการโต้ตอบของลูกค้าบน Facebook ซึ่งจะมีทั้งการแชร์โพสต์ การกดแสดงความรู้สึก การคอมเมนต์ และนอกจากรูปแบบพฤติกรรมจะแตกต่างกันแล้ว ลักษณะของข้อมูลก็แตกต่างกันด้วย มีทั้งภาพนิ่ง ภาพ GIF เสียง ข้อความ เป็นต้น</p>



<h3 class="has-medium-font-size wp-block-heading" id="h-2-ความเร-วของการประมวลผล-velocity">2. ความเร็วของการประมวลผล (Velocity)</h3>



<p>ข้อมูลขนาดใหญ่ Big Data คือ ข้อมูลที่มีการประมวลผลอยู่ตลอดเวลา มักเป็นข้อมูลที่เก็บได้แบบ Real-time ซึ่งจะมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ตัวอย่างเช่น ข้อมูลการช้อปออนไลน์บนเว็บไซต์<a href="https://thedigitaltips.com/blog/marketing/online-marketing/">การตลาดออนไลน์</a> เป็นต้น</p>



<h3 class="has-medium-font-size wp-block-heading" id="h-3-ค-ณภาพของข-อม-ล-veracity">3. คุณภาพของข้อมูล (Veracity)</h3>



<p>ข้อมูลที่จัดว่าเป็น Big Data คือ ข้อมูลที่ยังไม่ได้ผ่านการประมวลผลจนเสร็จสมบูรณ์ มักเป็นข้อมูลดิบที่จำเป็นต้องเก็บรวบรวมจากแหล่งต่าง ๆ แบบทันทีทันใด จึงสามารถนำข้อมูลที่ได้ไปวิเคราะห์และประมวลผลต่อยอดได้อีก</p>



<h3 class="has-medium-font-size wp-block-heading" id="h-4-ปร-มาณของข-อม-ล-volume">4. ปริมาณของข้อมูล (Volume)</h3>



<p>Big Data คือ ข้อมูลที่มีปริมาณมหาศาล ไม่สามารถประมวลผลได้อย่างง่ายดายด้วยเครื่องมือการจัดการข้อมูลแบบเดิม ปริมาณของ Big Data จึงมักวัดเป็น Terabytes (TB), Petabytes (PB) หรือ Exabytes (EB)</p>



<h3 class="has-medium-font-size wp-block-heading" id="h-5-การแปรผ-นของข-อม-ล-variability">5. การแปรผันของข้อมูล (Variability)</h3>



<p>ข้อมูลที่เรียกว่า Big Data จะแปรผันได้อย่างรวดเร็วตามการใช้งาน เนื่องจากเป็นข้อมูลจำนวนมหาศาลที่ต้องเก็บอย่างต่อเนื่อง และยังไม่ได้ประมวลผลอย่างสมบูรณ์</p>



<h3 class="has-medium-font-size wp-block-heading" id="h-6-ค-ณค-าของข-อม-ลต-อธ-รก-จหร-อองค-กร-value">6. คุณค่าของข้อมูลต่อธุรกิจหรือองค์กร (Value)</h3>



<p>แน่นอนว่า Big Data คือ ข้อมูลที่มีคุณค่าต่อการเติบโตขององค์กรค่อนข้างมาก เพราะสามารถนำไปประเมินคุณภาพการจัดการส่วนต่าง ๆ ขององค์กรได้ และยังสามารถนำมาวิเคราะห์ เพื่อหากลยุทธ์ใหม่ ๆ ในการเพิ่มผลกำไรให้กับองค์กรได้เรื่อย ๆ อีกด้วย</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<h2 class="wp-block-heading" id="h-big-data-แบ-งตามโครงสร-างได-ก-ประเภท-อะไรบ-าง">Big Data แบ่งตามโครงสร้างได้กี่ประเภท อะไรบ้าง</h2>



<p>หากคุณกำลังสงสัยว่า “Big Data มีกี่ประเภท?” ต้องบอกตามตรงว่า ปัจจุบันมีการจัดหมวดหมู่ Big Data อยู่หลายแบบขึ้นอยู่กับตำรา แต่สำหรับบทความนี้ เราขอยกการจัดหมวดหมู่ตาม Data Structure หรือโครงสร้างของข้อมูล ซึ่งเข้าใจได้ง่ายที่สุดมาฝาก โดยแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้</p>



<h3 class="has-medium-font-size wp-block-heading" id="h-1-ข-อม-ลก-งม-โครงสร-าง-semi-structured-data">1. ข้อมูลกึ่งมีโครงสร้าง (Semi-Structured Data)</h3>



<p>ข้อมูลกึ่งมีโครงสร้าง หรือ Semi-Structured Data คือ การรวมกันของข้อมูลที่มีโครงสร้าง (Structured Data) และข้อมูลที่ไม่มีโครงสร้าง (Unstructured Data) กล่าวคือ<strong> จะมีโครงสร้างคร่าว ๆ แต่ไม่สามารถระบุได้ชัดเจน</strong> ยกตัวอย่างเช่น ไฟล์ XML, ไฟล์ JSON, บันทึกการใช้เว็บไซต์, หรือการตอบโต้กับลูกค้าทาง Social Media</p>



<h3 class="has-medium-font-size wp-block-heading" id="h-2-ข-อม-ลท-ม-โครงสร-างช-ดเจน-structured-data">2. ข้อมูลที่มีโครงสร้างชัดเจน (Structured Data)</h3>



<p>ข้อมูลที่มีโครงสร้างชัดเจน หรือ Structured Data คือ <strong>ข้อมูลที่มีการจัดระเบียบสูงและสามารถจัดเก็บและวิเคราะห์ในฐานข้อมูลได้อย่างง่ายดาย</strong> โดยทั่วไปจะประกอบด้วยข้อมูล เช่น วันที่ ตัวเลข และหมวดหมู่ ตัวอย่างเช่น ข้อมูลทางการเงิน ข้อมูลสินค้าคงคลัง และข้อมูลลูกค้า</p>



<h3 class="has-medium-font-size wp-block-heading" id="h-3-ข-อม-ลท-ไม-ม-โครงสร-าง-unstructured-data">3. ข้อมูลที่ไม่มีโครงสร้าง (Unstructured Data)</h3>



<p>ข้อมูลที่ไม่มีโครงสร้าง หรือ Unstructured Data หมายถึง <strong>ข้อมูลที่ไม่มีโครงสร้างหรือรูปแบบที่กำหนดไว้ล่วงหน้า</strong> เช่น ไฟล์ข้อความ รูปภาพ เสียง วิดีโอ โพสต์บนโซเชียลมีเดีย อีเมล หรือรีวิวจากลูกค้า เป็นต้น ทั้งนี้ เนื่องจาก Big Data คือ ข้อมูลมหาศาลที่จะต้องเก็บใหม่ตลอดเวลา จึงพบข้อมูลประเภทนี้ค่อนข้างมากนั่นเอง</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<h2 class="wp-block-heading" id="h-ข-นตอนการทำงานของ-big-data-ฉบ-บสร-ปส-น-เพ-อความเข-าใจ">ขั้นตอนการทำงานของ Big Data [ฉบับสรุปสั้น เพื่อความเข้าใจ]</h2>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img decoding="async" width="434" height="116" src="https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2024/03/how-big-data-works.png" alt="Big Data ทำงานอย่างไร" class="wp-image-14956" srcset="https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2024/03/how-big-data-works.png 434w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2024/03/how-big-data-works-300x80.png 300w" sizes="(max-width: 434px) 100vw, 434px" /></figure>
</div>


<p>แน่นอนว่า Big Data คือ ข้อมูลปริมาณมหาศาลที่ต้องอาศัยเครื่องมือจัดเก็บที่มีประสิทธิภาพ และกระบวนการจัดเก็บข้อมูลขนาดใหญ่เช่นนี้ก็ย่อมซับซ้อนตามลักษณะข้อมูล อย่างไรก็ตามเราสามารถสรุปขั้นตอนการทำงานหลัก ๆ ของ Big Data ได้ 3 ขั้นตอน ดังนี้</p>



<h3 class="has-medium-font-size wp-block-heading" id="h-1-การรวบรวมและจ-ดเก-บข-อม-ล-storage">1. การรวบรวมและจัดเก็บข้อมูล (Storage) </h3>



<p>ทันทีที่จับข้อมูลดิบ (Raw Data) ได้ เครื่องมือหรือ <a href="https://thedigitaltips.com/blog/marketing/martech/">Martech</a> ต่าง ๆ ที่ใช้ในการจัดเก็บ Big Data จะทำการรวบรวมข้อมูลทั้งหมดเข้าสู่ศูนย์กลางก่อน โดยยังไม่ได้คำนึงถึงการจำแนกประเภท หรือการประมวลผลข้อมูล เพราะต้องรวบรวมข้อมูลแข่งกับเวลา&nbsp;</p>



<h3 class="has-medium-font-size wp-block-heading" id="h-2-การประมวลผลข-อม-ล-processing">2. การประมวลผลข้อมูล (Processing) </h3>



<p>ข้อมูลที่จัดเก็บมาเรียบร้อยแล้วจะเข้าสู่กระบวนการ Data Cleaning เพื่อลบข้อมูลที่ซ้ำซ้อนออก ก่อนถูกนำไปจัดหมวดหมู่ตามลักษณะที่สัมพันธ์กัน แล้วนำเข้าสู่กระบวนการประมวลผล</p>



<h3 class="has-medium-font-size wp-block-heading" id="h-3-การว-เคราะห-และนำเสนอข-อม-ล-analyst">3. การวิเคราะห์และนำเสนอข้อมูล (Analyst)</h3>



<p>ขั้นตอนสุดท้ายของการจัดการ Big Data คือ เลือกเครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล เช่น Python, R, SQL, Machine Learning algorithms เพื่อวิเคราะห์หาความเกี่ยวข้องกันของข้อมูลทั้งหมด หรือสรุปประเด็นสำคัญที่ซ่อนอยู่ ผ่านการนำเสนอเป็นรูปแบบต่าง ๆ เช่น กราฟ แผนภูมิ ตาราง&nbsp;</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<h2 class="wp-block-heading" id="h-ผ-ท-เหมาะก-บการใช-งาน-big-data">ผู้ที่เหมาะกับการใช้งาน Big Data</h2>



<p>Big Data คือ ข้อมูลที่เหมาะกับทุกองค์กรที่กำลังเข้าสู่กระบวนการ <a href="https://thedigitaltips.com/blog/digital-tips-and-tricks/digital-transformation/">Digital Transformation </a>เพื่อให้บริษัทเติบโตทันคู่แข่ง และเพิ่มประสิทธิภาพในการวิเคราะห์กลุ่มลูกค้า ตลอดจนบริษัทที่ต้องการช่วงชิงโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ เพื่อขยายไลน์ธุรกิจให้ใหญ่ และแตกต่างจากเดิม อย่างไรก็ดี แม้เกือบทุก ๆ องค์กรจะเห็นความสำคัญของ Big Data และอยากจะลองทำ แต่องค์กรที่พร้อมสำหรับการจัดการ Big Data จริง ๆ จะต้องมีคุณสมบัติดังนี้</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>มีงบประมาณพร้อม สำหรับลงทุนซอฟต์แวร์ที่จำเป็นกับการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูล</li>



<li>มีบุคลากรที่มีความรู้เรื่อง <a href="https://thedigitaltips.com/blog/data-for-business/data-analytic/">Data Analytics</a> และภาษาที่เกี่ยวข้องกับซอฟต์แวร์เป็นอย่างดี</li>



<li>มีบุคลากรที่สนใจและเชี่ยวชาญใน Matchine Learning และ <a href="https://thedigitaltips.com/blog/ai-marketing/what-is-artificial-intelligence-ai/">AI&nbsp;</a></li>



<li>ผู้บริหารมีทัศนคติเชิงบวกต่อการลงทุนพัฒนาซอฟต์แวร์ และฝึกอบรมบุคลากรให้มีความสามารถด้านนี้</li>



<li>องค์กรพยายามหาวิธีพัฒนาคุณภาพการสื่อสาร การทำงานเป็นทีม และการแก้ปัญหาที่ซับซ้อนอยู่เสมอ</li>
</ul>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<h2 class="wp-block-heading" id="h-ประโยชน-ของ-big-data-ท-ท-กธ-รก-จควรทราบ">ประโยชน์ของ Big Data ที่ทุกธุรกิจควรทราบ</h2>



<p>“Big Data มีประโยชน์อย่างไร?” คือ คำถามยอดฮิตที่เรามักเจอกันเป็นประจำ โดยเฉพาะในองค์กรที่กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากวิธีการทำงานแบบดั้งเดิม ไปเป็นการทำงานแบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ และเพื่อให้คุณเข้าใจประโยชน์ของ Big Data มากขึ้น ขอสรุปเป็น 6 ข้อ ดังนี้</p>



<h3 class="has-medium-font-size wp-block-heading" id="h-1-สามารถนำมาใช-ว-เคราะห-insight-ผ-บร-โภคได-ด-มากข-น">1. สามารถนำมาใช้วิเคราะห์ Insight ผู้บริโภคได้ดีมากขึ้น</h3>



<p>Big Data คือ หลักฐานเชิงประจักษ์ที่จะแสดงให้เห็นว่า พฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคเป็นอย่างไร พวกเขาชอบเลือกดูสินค้าชนิดไหน หรือละทิ้งสินค้าชนิดไหน และผู้บริโภคแต่ละกลุ่มชอบ/ไม่ชอบอะไร อันจะนำไปสู่การเข้าใจ Insights ของลูกค้าในที่สุด</p>



<h3 class="has-medium-font-size wp-block-heading" id="h-2-ประหย-ดค-าใช-จ-ายและลดต-นท-นในการแก-ป-ญหาต-าง-ๆ-ภายในองค-กร">2. ประหยัดค่าใช้จ่ายและลดต้นทุนในการแก้ปัญหาต่าง ๆ ภายในองค์กร</h3>



<p>หากคุณมีข้อมูลที่สำคัญอยู่ในมือ คุณก็จะสามารถวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ และวางแผนจัดการกับต้นตอของปัญหาได้ก่อนที่มันจะลุกลาม ด้วยเหตุนี้ Big Data จึงสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายและต้นทุนของธุรกิจได้นั่นเอง</p>



<h3 class="has-medium-font-size wp-block-heading" id="h-3-ช-วยว-เคราะห-และคาดการณ-ความเส-ยงท-อาจจะเก-ดข-นในอนาคตได">3. ช่วยวิเคราะห์และคาดการณ์ความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตได้</h3>



<p>ข้อมูล หรือ Data คือ อาวุธที่เฉียบคมที่สุดในการทำธุรกิจ หลาย ๆ องค์กรจึงพยายามแย่งชิงกันเป็นเจ้าของข้อมูล และยอมลงทุนมหาศาลเพื่อให้ได้ข้อมูลมา เนื่องจากข้อมูลจะเปิดเผยความลับทุก ๆ อย่าง เมื่อรู้มากกว่า ก็คาดคะเนความเสี่ยงในอนาคตได้ดีกว่า และพยุงธุรกิจให้รอดได้นานกว่า</p>



<h3 class="has-medium-font-size wp-block-heading" id="h-4-รวบรวมข-อม-ลเพ-อนำมาปร-บปร-งและพ-ฒนาศ-กยภาพของธ-รก-จ">4. รวบรวมข้อมูลเพื่อนำมาปรับปรุงและพัฒนาศักยภาพของธุรกิจ</h3>



<p>อีกนัยหนึ่ง Big Data หมายถึง ฐานข้อมูลชั้นดี ที่ธุรกิจสามารถนำมาวิเคราะห์ต่อได้อย่างไม่รู้จบ ทุกครั้งที่วิเคราะห์ก็จะเกิดองค์ความรู้ใหม่ ๆ และนำมาใช้ต่อยอดศักยภาพของคนในองค์กรให้ดีขึ้นต่อไป</p>



<h3 class="has-medium-font-size wp-block-heading" id="h-5-พ-ฒนาองค-ความร-เก-ยวก-บซอฟต-แวร-ของบ-คลากร">5. พัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับซอฟต์แวร์ของบุคลากร</h3>



<p>เมื่อองค์กรใด ๆ ก็ตามมีโอกาสเริ่มใช้งาน Big Data บุคลากรขององค์กรนั้นก็จะมีโอกาสได้พัฒนาทักษะของตัวเองไปด้วย โดยเฉพาะทักษะที่เกี่ยวข้องกับซอฟต์แวร์ หรือเครื่องมือดิจิทัลต่าง ๆ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อโลกธุรกิจทุกวันนี้</p>



<h3 class="has-medium-font-size wp-block-heading" id="h-6-ก-าวล-ำนำค-แข-ง-จนครองตำแหน-งเจ-าตลาดได-ในท-ส-ด">6. ก้าวล้ำนำคู่แข่ง จนครองตำแหน่งเจ้าตลาดได้ในที่สุด</h3>



<p>หากองค์กรนำองค์ความรู้เรื่อง Big Data ไปปรับใช้อย่างจริงจัง ก็จะสามารถจัดระเบียบข้อมูลที่สำคัญ และค้นพบวิธีการใหม่ ๆ จากข้อมูลที่เก็บรวบรวมมาได้ และองค์ความรู้เหล่านี้เอง จะช่วยพาองค์กรให้พัฒนาล้ำหน้าคู่แข่ง จนกลายเป็นเจ้าตลาดในวงการธุรกิจที่ทำอยู่ในที่สุด</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<h2 class="wp-block-heading" id="h-ข-อควรระว-งในการใช-งาน-big-data-ท-ค-ณอาจมองข-าม">ข้อควรระวังในการใช้งาน Big Data ที่คุณอาจมองข้าม</h2>



<p>ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า Big Data คือ วิวัฒนาการเกี่ยวกับข้อมูลที่ล้ำหน้า และเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจมากที่สุดในขณะนี้ แต่อย่างไรก็ดี การใช้งาน Big Data จะต้องทำด้วยความระมัดระวัง เพื่อป้องกันไม่ให้องค์กรนำข้อมูลผิด ๆ ไปใช้ ซึ่งเรารวบรวมข้อควรระวังได้ทั้งสิ้น 4 ข้อใหญ่ ๆ ดังนี้</p>



<h3 class="has-medium-font-size wp-block-heading" id="h-1-ตรวจสอบแผนงานขององค-กรท-กคร-งก-อนนำ-big-data-มาใช">1. ตรวจสอบแผนงานขององค์กรทุกครั้งก่อนนำ Big Data มาใช้</h3>



<p>พึงระลึกไว้เสมอว่า Big Data คือ ข้อมูลที่ทรงพลังแต่มาพร้อมความเสี่ยง ไม่ควรนำทุก ๆ ข้อมูลที่เก็บได้มาใช้ประโยชน์ในทันที ควรคัดเลือกเฉพาะที่จำเป็นต่อแผนงานขององค์กรในขณะนั้นเท่านั้น เพราะเมื่อเวลาผ่านไป บางข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในภายหลัง นอกจากนี้ ข้อมูลที่มากเกินจำเป็น อาจทำให้การวิเคราะห์หลงทางและผิดพลาดได้</p>



<h3 class="has-medium-font-size wp-block-heading" id="h-2-เทคโนโลย-ท-ใหม-เก-นไปอาจจะทำให-บ-คลากรในองค-กรไม-ค-นช-น">2. เทคโนโลยีที่ใหม่เกินไปอาจจะทำให้บุคลากรในองค์กรไม่คุ้นชิน</h3>



<p>แม้คนในองค์กรจะทราบดีว่า ประโยชน์ของ Big Data มีอะไรบ้าง แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า พวกเขาจะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้ได้อย่างเต็มที่ในทันที ดังนั้น ทุก ๆ องค์กรจึงควรจัดฝึกอบรมความรู้เรื่อง Big Data ให้แก่บุคลากร ก่อนนำเทคโนโลยีนี้มาใช้</p>



<h3 class="has-medium-font-size wp-block-heading" id="h-3-ควรเป-ดร-บบ-คลากรท-ม-ท-กษะทาง-it-ช-นส-งเพ-มเต-ม">3. ควรเปิดรับบุคลากรที่มีทักษะทาง IT ชั้นสูงเพิ่มเติม</h3>



<p>ระหว่างทางที่จัดเก็บข้อมูลแบบ Big Data องค์กรอาจพบปัญหาที่ไม่คาดคิดหลายอย่าง และเพื่อให้การแก้ปัญหาเกิดขึ้นอย่างทันท่วงที แนะนำให้เปิดรับสมัครบุคลากรที่เชี่ยวชาญด้าน IT โดยเฉพาะเพิ่มเติม แทนที่จะพยายามแก้ปัญหาด้วยตนเอง</p>



<h3 class="has-medium-font-size wp-block-heading" id="h-4-ระม-ดระว-งเร-องการเผยแพร-ข-อม-ลส-วนบ-คคล">4. ระมัดระวังเรื่องการเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคล</h3>



<p>Big Data คือ การเก็บข้อมูลปริมาณมหาศาลจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ซึ่งเป็นไปได้มากว่าจะเก็บข้อมูลที่สุ่มเสี่ยง หรือเป็นข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้ามาด้วย ดังนั้น ก่อนจะนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ พึงระวังการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลอื่นสู่สาธารณะ เพื่อป้องกันข้อพิพาททางกฎหมาย</p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<h2 class="wp-block-heading" id="h-สร-ป-big-data-ค-ออะไร-พร-อมพ-ฒนาความร-ไปก-บ-digital-tips">[สรุป] Big Data คืออะไร &#8211; พร้อมพัฒนาความรู้ไปกับ Digital Tips</h2>



<p>Big Data คือ การจัดการข้อมูลที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับทุก ๆ ธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีลูกค้าและคู่ค้าเป็นจำนวนมาก เพราะนอกจากการจัดการข้อมูลที่ดีจะช่วยให้คุณเข้าใจลูกค้ามากขึ้นแล้ว ยังเป็นองค์ความรู้ในการวางแผนพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืนอีกด้วย&nbsp;</p>



<p>อย่างไรก็ดี หลังจากที่ทราบแล้วว่า Big Data มีอะไรบ้าง และ Big Data มีประโยชน์อย่างไร หากคุณต้องการจะนำองค์ความรู้ไปใช้จริงกับธุรกิจ พร้อมทั้งอยากพัฒนาทักษะเรื่องการวิเคราะห์ข้อมูลให้ดีขึ้น Digital Tips ขอแนะนำ “<strong>How to create wining business with your data</strong>” โดยวิทยากร คุณกษิดิศ สตางค์มงคล คอร์สออนไลน์ที่อัดแน่นด้วยเนื้อหากว่า 40 ตอนจาก Digital Tips ที่จะพาคุณไปท่องโลกของ Data และสอนอ่าน Data Analytics แบบง่าย ๆ ด้วยตนเอง <em>สมัครเลย!</em></p>



<p>ดูรายละเอียดคอร์ส: <a href="https://academy.thedigitaltips.com/courses/How-to-create-wining-business-with-your-data"><strong>How to create wining business with your data</strong></a></p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<p>อ้างอิง</p>



<p>LinkedIn. What is Big Data? Introduction, History, Types, Characteristics, Examples &amp; Jobs</p>



<p>Available from: <a href="https://www.linkedin.com/pulse/what-big-data-introduction-history-types-examples-jobs-ram-narayan#:~:text=The%20history%20of%20Big%20Data,being%20generated%20by%20various%20sources" target="_blank" rel="noreferrer noopener">https://www.linkedin.com/pulse/what-big-data-introduction-history-types-examples-jobs-ram-narayan#:~:text=The%20history%20of%20Big%20Data,being%20generated%20by%20various%20sources</a>. </p>



<p>bigdatalframework. A Short History of Big Data</p>



<p>Available from: <a href="https://www.bigdataframework.org/knowledge/a-short-history-of-big-data/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">https://www.bigdataframework.org/knowledge/a-short-history-of-big-data/</a> </p>



<p>Google Cloud. What is Big Data?</p>



<p>Available from: <a href="https://cloud.google.com/learn/what-is-big-data#section-1" target="_blank" rel="noreferrer noopener">https://cloud.google.com/learn/what-is-big-data#section-1</a> </p>



<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>
<p>The post <a href="https://thedigitaltips.com/blog/data-for-business/what-is-big-data/">Big Data คืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร และทุกอย่างที่คุณควรรู้</a> appeared first on <a href="https://thedigitaltips.com">Digital Tips Academy</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Social Listening คืออะไร มีประโยชน์อย่างไร พร้อม Tools ที่น่าสนใจ</title>
		<link>https://thedigitaltips.com/blog/data-for-business/social-listening/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[The Digital Tips]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 04 Nov 2022 13:09:37 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Data for Business]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://thedigitaltips.com/?p=8791</guid>

					<description><![CDATA[<p>Social Listening คืออีกหนึ่งวิธีการทำงานที่สำคัญมากสำหรับการทำ Digital Marketing หรือการทำ Social Media Marketing ในปัจจุบัน...</p>
<p>The post <a href="https://thedigitaltips.com/blog/data-for-business/social-listening/">Social Listening คืออะไร มีประโยชน์อย่างไร พร้อม Tools ที่น่าสนใจ</a> appeared first on <a href="https://thedigitaltips.com">Digital Tips Academy</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>Social Listening คืออีกหนึ่งวิธีการทำงานที่สำคัญมากสำหรับการทำ <a href="https://thedigitaltips.com/blog/marketing/digital-marketing/">Digital Marketing</a> หรือการทำ <a href="https://thedigitaltips.com/blog/marketing/social-media-marketing/">Social Media Marketing</a> ในปัจจุบัน เพราะจากสถิติในปี 2023 มีผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียกว่า 4.95 ล้านล้านคนจากทั่วโลก ทำให้ในปัจจุบันแพลตฟอร์มออนไลน์กำลังกลายเป็นสุดยอด<a href="https://thedigitaltips.com/blog/marketing/marketing-trends-2024/">เทรนด์การตลาดปี 2024</a></p>
<p>ซึ่งหากธุรกิจมีการวิเคราะห์ข้อมูลบนโซเชียลให้เกิดประโยชน์ต่อการทำการตลาดก็จะช่วยให้คุณสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ง่ายขึ้น และรู้ว่าลูกค้ากำลังพูดถึงแบรนด์ของคุณบนโลกออนไลน์อย่างไรบ้าง หรือพูดง่าย ๆ ว่าช่วยให้คุณได้ฟังเสียงของผู้บริโภคได้ด้วยการวิเคราะห์ Data นั่นเอง</p>
<p>ในบทความนี้เราเลยขอมาอธิบายการทำงานของ Social Listening ว่าคืออะไรและมีประโยชน์ต่อธุรกิจอย่างไร พร้อมแนะนำ Social Listening Tool ที่คุณสามารถนำไปใช้งานได้จริง </p>



<div class="wp-block-kadence-spacer aligncenter kt-block-spacer-8791_916dde-ac"><div class="kt-block-spacer kt-block-spacer-halign-center"><hr class="kt-divider"/></div></div>





<div class="wp-block-kadence-spacer aligncenter kt-block-spacer-8791_aa6849-39"><div class="kt-block-spacer kt-block-spacer-halign-center"><hr class="kt-divider"/></div></div>



<h2>Social Listening คืออะไร ดูจากอะไรได้บ้าง?</h2>
<p>Social Listening คือ ‘การฟังเสียงของผู้บริโภคบนสื่อสังคมออนไลน์’ ผ่านการใช้งาน Social Listening Tool ที่จะทำให้คุณรู้ว่า ผู้คนบนโลกออนไลน์กำลังกล่าวถึงแบรนด์ของคุณอย่างไร ไม่ว่าจะเป็น การแสดงความคิดเห็น (Comment), การแท็กชื่อแบรนด์ของคุณโดยการใช้ @ (Mentions) หรือการติด #Hashtag ผ่านโพสต์หรือบทสนทนาต่าง ๆ บนโลกออนไลน์ จากนั้นจึงนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์เชิงลึก เพื่อค้นหาโอกาสในการทำการตลาดดิจิทัล หรือพัฒนา <a href="https://thedigitaltips.com/blog/marketing/what-is-branding/">Branding</a> ต่อไปในอนาคต&nbsp;</p>
<h2>เคลียร์ชัด! Social Listening VS. Social Monitoring&nbsp;</h2>
<p>แม้ว่า Social Listening อาจดูมีความคล้ายคลึงกับ Social Monitoring แต่ความจริงแล้ว 2 คำนี้มีความหมายรวมถึงรูปแบบของการทำงานที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดย Social Monitoring จะเป็นรูปแบบการทำงานที่จะคอยรวบรวมข้อมูล ช่วยให้คุณสามารถเห็นถึงข้อมูลของสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว เช่น</p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1">Brand Mentions &#8211; การกล่าวถึงแบรนด์</li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1">Relevant Hashtags &#8211; แฮชแท็กที่เกี่ยวข้อง</li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1">Competitor Mentions &#8211; คู่แข่งกล่าวถึง</li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1">Industry Trend &#8211; แนวโน้มอุตสาหกรรม</li>
</ul>
<p>และค่า Metrics อื่น ๆ รวมถึง Social Monitoring ยังมีหน้าที่สำคัญในการช่วยดูแลบริหารจัดการการเผยแพร่คอนเทนต์ที่มีประสิทธิภาพอีกด้วย แต่ Social Listening คือการนำข้อมูลหรือเสียงของผู้บริโภคที่กล่าวถึงแบรนด์ ซึ่งได้มาจากการทำ Social Monitoring เอามาวิเคราะห์ <a href="https://thedigitaltips.com/blog/news/data-analytic/">Data Analytic</a> และปรับใช้กับการทำงานเพื่อขับเคลื่อนหรือปรับปรุงการทำธุรกิจออนไลน์ การทำ Social Media Marketing ฯลฯ ของธุรกิจให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น&nbsp;</p>
<h2>6 ประโยชน์ของ Social Listening Strategy ที่ธุรกิจควรรู้&nbsp;</h2>
<h3>1. เข้าใจความต้องการของ Customer Audience มากขึ้น&nbsp;&nbsp;</h3>
<p style="text-align: center;">&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-14024" src="https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/martech-for-social-listening-1024x576.png" alt="Social Listening ทำให้เข้าใจ Customer Audience" width="1024" height="576" srcset="https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/martech-for-social-listening-1024x576.png 1024w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/martech-for-social-listening-300x169.png 300w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/martech-for-social-listening-768x432.png 768w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/martech-for-social-listening-1536x864.png 1536w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/martech-for-social-listening.png 1920w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p>การใช้งาน Social Listening จะช่วยให้แบรนด์สามารถเข้าใจความต้องการของ Customer Audience ได้มากขึ้น รู้ว่าพวกเขาพูดถึงแบรนด์ของคุณอย่างไร และผลิตภัณฑ์แบบไหนตอบโจทย์พวกเขามากที่สุด</p>
<p>อ่านบทความเพิ่มเติม : <a href="https://thedigitaltips.com/blog/news/customer-journey/">Customer Journey คืออะไร?</a></p>
<h3>2. สามารถมองภาพรวมตลาดและศึกษาคู่แข่งได้</h3>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-14018" src="https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/competitor-analysis-social-listening-tool-1024x748.png" alt="การทำ Competitor Analysis ด้วย Social Listening Tool" width="1024" height="748" srcset="https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/competitor-analysis-social-listening-tool-1024x748.png 1024w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/competitor-analysis-social-listening-tool-300x219.png 300w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/competitor-analysis-social-listening-tool-768x561.png 768w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/competitor-analysis-social-listening-tool.png 1430w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;">ที่มา: </span><span style="font-weight: 400;">https://sproutsocial.com/competitive-analysis/</span></p>



<p>Social Listening มีประโยชน์ในการที่ทำให้แบรนด์สามารถมองภาพรวมตลาดและศึกษาคู่แข่งได้ โดยการใช้เครื่องมือ Social Listening Tool สำรวจกระแสตอบรับจากผู้บริโภคตาม Keyword ที่คุณระบุไว้ นอกจากนี้ Social Listening จะแสดงให้คุณเห็นว่าคู่แข่งของคุณกำลังทำอะไรในแบบเรียลไทม์ พวกเขากำลังเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่หรือไม่? หรือกำลังพัฒนาแคมเปญการตลาดใหม่? เพื่อให้คุณได้ทำการปรับปรุงธุรกิจของคุณให้มีการแข่งขันที่เท่าเทียมกับคู่แข่งอยู่ตลอดเวลา</p>
<h3>3. เห็นข้อมูล Insights ของกลุ่ม Target Audience</h3>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-14021" src="https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/insights-social-listening-tool.png" alt="การหา Insights ด้วย Social Listening Tool" width="813" height="510" srcset="https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/insights-social-listening-tool.png 813w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/insights-social-listening-tool-300x188.png 300w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/insights-social-listening-tool-768x482.png 768w" sizes="(max-width: 813px) 100vw, 813px" /></p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;">ที่มา: </span><span style="font-weight: 400;">https://blog.digimind.com/en/insight-driven-marketing/what-is-social-listening-10-tools-marketing-insights-professionals-need-to-check-out</span></p>



<p>ข้อมูล <a href="https://thedigitaltips.com/blog/news/insight/">Insights</a> ของกลุ่ม Target Audience ของธุรกิจถือว่ามีความสำคัญมากและเป็นหนึ่งในประโยชน์ที่การทำ Social Listening จะมอบให้คุณได้ เพราะหากแบรนด์เข้าใจถึงความสนใจของผู้บริโภคได้ในเชิงลึกก็จะเป็นประโยชน์ต่อการทำการตลาดในอนาคต ยกตัวอย่างเช่น เราสามารถดูได้ว่าลูกค้าของคุณใช้สื่อ Social Media ในช่องทางใดมากที่สุด เมื่อเราทราบข้อมูลแล้ว เราก็นำไปปรับปรุงกลยุทธ์ทางการตลาด เน้นไปที่สื่อ Social Media ช่องทางนั้นได้ เป็นต้น</p>
<p>อ่านบทความเพิ่มเติม : <a href="https://thedigitaltips.com/blog/news/marketing-strategy/">กลยุทธ์ทางการตลาด คืออะไร?</a></p>
<h3>4. ติดตามความพึงพอใจของลูกค้า&nbsp;</h3>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-14022" src="https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/keyword-social-listening-tool-1024x691.png" alt="กรอก Keyword ใน Social Listening Tool" width="1024" height="691" srcset="https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/keyword-social-listening-tool-1024x691.png 1024w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/keyword-social-listening-tool-300x202.png 300w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/keyword-social-listening-tool-768x518.png 768w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/keyword-social-listening-tool.png 1248w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;">ที่มา: </span><span style="font-weight: 400;">https://www.wordstream.com/articles/keyword-research-for-social-media-guide</span></p>



<p>นอกเหนือจากการใช้ <a href="https://thedigitaltips.com/blog/marketing/customer-relationship-management/">CRM</a> เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของลูกค้าแล้ว การใช้ Social Listening Tool ก็ช่วยให้คุณจัดการเรื่องนี้ได้ง่ายขึ้นเช่นกัน เพียงใส่ Keyword ที่เราสนใจหรือต้องการ ก็จะมีการดึงจากสื่อ Social Media ทุกแพลตฟอร์ม ข้อมูลสำคัญที่ได้จะทำให้คุณเห็นได้ชัดเจนเลยว่าในปัจจุบันลูกค้าของคุณมีความพึงพอใจต่อสินค้าหรือบริการของคุณอย่างไรบ้าง ถ้าเสียงที่ได้รับอยู่ในเกณฑ์ดี คุณก็ต้องรักษาและพัฒนาธุรกิจให้ดีขึ้น แต่ถ้ามีเสียงตอบรับด้านลบ ก็ต้องคิดกลยุทธ์ในการแก้ไขปัญหาเพื่อให้ลูกค้ามีความพึงพอใจสูงสุดต่อธุรกิจของคุณ</p>
<h3>5. Social Listening ช่วยรักษาภาพลักษณ์ให้กับธุรกิจของคุณ&nbsp;</h3>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-14016" src="https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/brand-strategies.png" alt="Brand Strategies" width="1011" height="648" srcset="https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/brand-strategies.png 1011w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/brand-strategies-300x192.png 300w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/brand-strategies-768x492.png 768w" sizes="(max-width: 1011px) 100vw, 1011px" /></p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;">ที่มา: </span><span style="font-weight: 400;">https://marketing-insider.eu/branding-decisions/</span></p>



<p>Social Listening ช่วยรักษาภาพลักษณ์ให้กับธุรกิจของคุณ เพราะในปัจจุบันในยุคที่สื่อออนไลน์มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของลูกค้า ทำให้ข่าวลือต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับแบรนด์โดยเฉพาะข่าวเสียหาย รีวิวที่ไม่ดีส่งผลเสียกับธุรกิจอาจส่งผลกระทบต่อยอดขายได้เช่นกัน&nbsp;</p>
<p>ดังนั้น การใช้งาน Social Listening Tool บางตัว จึงถูกออกแบบมาเพื่อเปิดการแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์ เกี่ยวกับการกล่าวถึงแบรนด์ของเรา โดยเราจะได้รับการแจ้งเตือนถ้ามีการกล่าวถึงแบรนด์ของคุณมากกว่าปกติ ซึ่งจะส่งผลให้เราสามารถแก้ไขสถานการณ์เลวร้ายที่ส่งผลต่อธุรกิจได้อย่างทันที ก่อนที่จะส่งผลกระทบหรือเป็นไวรัลในโลกออนไลน์</p>
<h3>6. ค้นหา Influencer และลูกค้าที่สนับสนุน</h3>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-14026" src="https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/social-media-listening-1024x576.png" alt="Social Listening ช่วยค้นหา Influencer" width="1024" height="576" srcset="https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/social-media-listening-1024x576.png 1024w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/social-media-listening-300x169.png 300w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/social-media-listening-768x432.png 768w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/social-media-listening.png 1366w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p>อีกหลายความสามารถที่ Social Listening ทำได้และหลายคนยังไม่รู้ก็คือความสามารถในการค้นหา Influencer และ ลูกค้าที่สนับสนุนแบรนด์ โดยใช้เครื่องมือบางตัวที่มีหน้า Dashboard รวบรวมเฉพาะ Influencer ที่มียอด <a href="https://thedigitaltips.com/blog/marketing/what-is-engagement/">Engagement</a> ตรงตามที่แบรนด์ของคุณต้องการ นอกจากนี้ คุณยังสามารถหา Influencer คนใหม่ ๆ ได้โดยการสำรวจว่ามีใครที่พูดถึงแบรนด์ รีวิวให้สินค้าของเราบ่อย ๆ แล้วลองติดต่อเขาคนนั้นไป เพื่อให้เป็น Influencer ให้แบรนด์อย่างเป็นทางการ&nbsp;</p>
<h2>วิธีวิเคราะห์และทำ Social Listening ให้ได้ผล</h2>
<p>ขั้นตอนของการวิเคราะห์ Social Listening นั้นถือว่ามีความสำคัญมากต่อการทำ Social Listening Strategy ของธุรกิจ เพราะหากคุณละเลยขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งไป ก็อาจทำให้การทำงานล้มเหลวและวิเคราะห์ผลลัพธ์ได้ไม่ดีเท่าที่ควร โดยขั้นตอนการวิเคราะห์ Social Listening มีด้วยกัน 5 ขั้นตอน ได้แก่</p>
<p><strong>ขั้นตอนที่ 1 : วิเคราะห์และตั้ง KPIs</strong></p>
<p>ก่อนเริ่มทำ Social Listening อย่างจริงจัง สิ่งแรกที่คุณต้องทำคือการกำหนด KPIs (Key Performance Indicators) เพื่อตั้งเป้าหมายที่คุณต้องการ โดยตั้งอย่างเฉพาะเจาะจงและวัดผลได้จริง เช่น จะหา <a href="https://thedigitaltips.com/blog/facebook/what-is-lead/">Lead</a> ให้เพิ่มขึ้น 50% ภายใน 1 ปี และเพิ่ม Brand Awareness ในทุก ๆ ช่องทาง ให้มากขึ้นกว่าปีก่อน 50% เป็นต้น ทั้งนี้ การตั้ง KPIs ควรคำนึงถึงสถานการณ์ปัจจุบันของธุรกิจ จุดแข็ง จุดอ่อน และ Brand Position ในตลาด</p>
<p>อ่านบทความเพิ่มเติม : <a href="https://thedigitaltips.com/blog/news/swot-analysis/">SWOT คืออะไร</a></p>
<p><strong>ขั้นตอนที่ 2 : วิเคราะห์คู่แข่ง</strong></p>
<p>Social Listening Tool สามารถช่วยให้คุณวิเคราะห์คู่แข่งของคุณได้ดีขึ้นโดยการเปลี่ยน Keyword ที่คุณตรวจจับจากชื่อแบรนด์ของคุณให้กลายเป็นชื่อแบรนด์คู่แข่ง คุณก็จะรู้แล้วว่าผู้บริโภคพูดถึงคู่แข่งของคุณอย่างไร มี Feedback ที่ดีหรือไม่ โดยต้องบอกเลยว่าข้อมูลนี้มีประโยชน์มากสำหรับธุรกิจที่ต้องการขยายฐานลูกค้าและสร้างมูลค่าในตลาดที่มีการแข่งขันกันสูง&nbsp;</p>
<p><strong>ขั้นตอนที่ 3 : วาง Social Media Strategy และจัดการคอนเทนต์</strong></p>
<p>ท่ามกลาง Social Media ที่เกิดขึ้นใหม่หลายแพลตฟอร์ม หลาย ๆ ธุรกิจอาจเลือกทำการตลาดบนทุก ๆ แพลตฟอร์ม ในขณะที่บางธุรกิจอาจจำเป็นต้องเลือกใช้เพียง 1-2 แพลตฟอร์มเท่านั้น เพื่อบริหารต้นทุนให้คุ้มค่า และแน่นอนว่า คุณสามารถใช้ Social Listening Tool เพื่อดูว่าแพลตฟอร์มไหนเหมาะกับแบรนด์ของคุณมากที่สุดได้&nbsp;</p>
<p>นอกจากนี้ เครื่องมือ Social Listening ยังแสดงข้อมูลเชิงลึกให้คุณเห็นด้วยว่า โพสต์ไหน คอนเทนต์แบบไหนได้รับ Engagement มาก-น้อย เพื่อเป็นข้อมูลให้คุณสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่แปลกใหม่ หรือนำไปปรับปรุงคอนเทนต์ที่มีอยู่เดิมให้ดีขึ้น</p>
<p><strong>ขั้นตอนที่ 4 : เลือก Social Listening Tool ที่เหมาะสม&nbsp;</strong></p>
<p>ปัจจุบันมี Social Listening Tool หลายตัวปล่อยมาให้ใช้งาน และแต่ละตัวก็จะมีฟีเจอร์การใช้งาน, หน้า Dashboard, การเก็บข้อมูล แตกต่างกันออกไป ทำให้ข้อดีในการใช้งานแตกต่างกันออกไปด้วย ดังนั้น คุณจึงควรเลือกใช้เฉพาะเครื่องมือที่มีฟีเจอร์เหมาะสมกับธุรกิจของคุณ เพื่อการทำ Social Listening ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น</p>
<p><strong>ขั้นตอนที่ 5 : รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อวัดผลตาม KPIs</strong></p>
<p>เมื่อเลือก Social Listening Tool ที่เหมาะกับธุรกิจของคุณได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือการค้นหาข้อมูลที่คุณอยากรู้ ผ่านการกรอก Keyword เกี่ยวกับแบรนด์ (อาจเป็นชื่อแบรนด์ ชื่อผลิตภัณฑ์ หรือชื่อคู่แข่ง) ลงไป แล้วรวบรวมข้อมูลที่ได้ อาทิ แพลตฟอร์ม Social Media ที่กล่าวถึง Keyword นั้น ๆ มากที่สุด Mood&amp;Tone ของกระแสตอบรับ โพสต์ที่ได้รับความนิยมสูงที่สุด Hashtag หรือจำนวน Engagement ฯลฯ เพื่อเข้าสู่กระบวนการวัดผลต่อไปว่า เป็นไปตาม KPIs ที่ตั้งไว้หรือไม่ อย่างไร</p>
<h2>Social Listening Tool คืออะไร ใช้งานอย่างไร&nbsp;</h2>
<p>Social Listening Tool คือ เครื่องมือ (<a href="https://thedigitaltips.com/blog/marketing/martech/">Martech</a>) ที่ช่วยรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลบน Social Media ทุก ๆ แพลตฟอร์ม ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Instagram, Twitter (X), TikTok, YouTube หรือพวกเว็บบอร์ดต่าง ๆ เพื่อให้ธุรกิจสามารถติดตามความเคลื่อนไหวของผู้บริโภค เข้าใจความต้องการของผู้บริโภค และตัดสินใจทางการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาจกล่าวได้ว่า เครื่องมือ Social Listening เหล่านี้ เปรียบเสมือน “นักดักฟัง” การสนทนาบน Social Media ชั้นดี ที่ช่วยเปิดเผยข้อมูลเชิงลึกอันมีค่าให้กับแบรนด์ของคุณ เพื่อให้คุณทราบว่า “ผู้บริโภคคิดอย่างไรกับแบรนด์” ทั้งในแง่บวกและแง่ลบ&nbsp;</p>
<p>อย่างไรก็ดี วัตถุประสงค์ของการนำ Social Listening Tool มาใช้ ขึ้นอยู่กับแต่ละจุดประสงค์ของธุรกิจมากกว่า เพราะบางธุรกิจอาจต้องการเพียงสำรวจความเป็นไปของคู่แข่ง (Competitor Analysis) หรืออยากเช็กฐานลูกค้า เพื่อวางแผนการ<a href="https://thedigitaltips.com/blog/facebook/facebook-ads-beginner/">ยิงแอด</a> ในขณะที่บางธุรกิจอาจวางแผนพิจารณาปรับปรุงแบรนด์ครั้งใหญ่ จึงจำเป็นต้องสำรวจว่า ภาพจำเดิมของแบรนด์มีผลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคมากน้อยแค่ไหน เป็นต้น&nbsp;</p>
<p>อ่านบทความเพิ่มเติม : <a href="https://thedigitaltips.com/blog/data-for-business/data-driven/">Data Driven</a>&nbsp;</p>
<h2>5 ตัวอย่าง Social Listening Tool ที่น่าสนใจ พร้อมตัวอย่างการใช้งาน</h2>
<p>ดังที่เราได้กล่าวไปว่า ปัจจุบันมี Social Listening Tool เกิดขึ้นมากมายในท้องตลาด และเพื่อให้คุณเห็นภาพว่าเครื่องมือ Social Listening ตัวไหนน่าจะเหมาะกับแบรนด์ของคุณบ้าง Digital Tips จึงขอรวบรวมตัวอย่าง 5 เครื่องมือ Social Listening มาให้ทุกคนได้ลองทำความรู้จักกัน</p>
<h3>Clarabridge</h3>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-14028" src="https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/what-is-social-listening-1024x688.png" alt="Social Listening Tool : Clarabridge" width="1024" height="688" srcset="https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/what-is-social-listening-1024x688.png 1024w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/what-is-social-listening-300x202.png 300w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/what-is-social-listening-768x516.png 768w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/what-is-social-listening.png 1290w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>



<p>Clarabridge คือ Social Listening Tool ที่มีจุดเด่นในเรื่องของ CX management AI platform ที่ช่วยให้การทำ Social Listening เป็นเรื่องง่ายขึ้น นอกจากนี้ ยังมีจุดเด่นในเรื่องของหน้า Dashboard ที่มีลูกเล่นให้ใช้งานเยอะสะดวกต่อการนำข้อมูลไปวิเคราะห์ต่ออีกด้วย</p>
<h3>HubSpot</h3>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-14025" src="https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/social-listening-tools-1024x654.png" alt="Social Listening Tool : HubSpot" width="1024" height="654" srcset="https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/social-listening-tools-1024x654.png 1024w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/social-listening-tools-300x192.png 300w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/social-listening-tools-768x490.png 768w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/social-listening-tools.png 1170w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p>HubSpot คือ Social Listening Tool ที่ช่วยให้การทำงานของคุณเป็นเรื่องง่ายขึ้นในการตรวจสอบการโต้ตอบ การสนทนา และ Insights ของลูกค้าบน Social Media ได้อย่างง่ายดาย และยังมีฟีเจอร์ในการทำ Social Media Management รวมถึงการทำ CRM ครบครันในที่เดียว</p>
<h3>Lately </h3>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-14023" src="https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/lately-martech-for-social-listening-1024x747.png" alt="Social Listening Tool : Lately" width="1024" height="747" srcset="https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/lately-martech-for-social-listening-1024x747.png 1024w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/lately-martech-for-social-listening-300x219.png 300w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/lately-martech-for-social-listening-768x560.png 768w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/lately-martech-for-social-listening.png 1224w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p>Lately เป็นเครื่องมือ Social Listening Tool ที่มีฟีเจอร์เด่นในเรื่องของระบบ AI ที่นอกจากจะช่วยในการทำ Social Listening แล้วยังมีฟีเจอร์ช่วยให้ AI เขียนคอนเทนต์สำหรับโพสต์ลง Social Media พร้อมตั้งเวลาในการ Publish อัตโนมัติได้ เรียกได้ว่านอกจากทำ Social Listening แล้วยังช่วยในการทำ Social Media Monitoring ได้ดีอีกด้วย</p>
<h3>Sprout Social</h3>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-14027" src="https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/sprout-social-1024x623.png" alt="Social Listening Tool : Sprout Social" width="1024" height="623" srcset="https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/sprout-social-1024x623.png 1024w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/sprout-social-300x183.png 300w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/sprout-social-768x468.png 768w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/sprout-social-1536x935.png 1536w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/sprout-social.png 1600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p>Sprout Social  เป็นเครื่องมือ Social Listening Tool ที่มาพร้อมกับความสามารถในการทำ Social Listening ช่วยให้ธุรกิจหรือแบรนด์สามารถรวบรวมข้อมูลจากการกล่าวถึงแบรนด์ (Mention) ​ในโซเชียลมีเดียหลัก ๆ เช่น Facebook, Twitter, Instagram, LinkedIn และ Pinterest ถือว่าเป็นเครื่องมือด้าน Social Listening ยอดนิยมอีกหนึ่งตัว</p>
<h3>Hootsuite</h3>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-14019" src="https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/hootsuit-social-listening-tool-1024x578.png" alt="Social Listening Tool : Hootsuite" width="1024" height="578" srcset="https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/hootsuit-social-listening-tool-1024x578.png 1024w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/hootsuit-social-listening-tool-300x169.png 300w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/hootsuit-social-listening-tool-768x434.png 768w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/hootsuit-social-listening-tool.png 1536w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p>Hootsuite คือเครื่องมือ Social Listening Tool ที่มีฟีเจอร์เด่นในการตรวจจับ Emotional Data จากบทสนทนาออนไลน์ได้ เพื่อนำมากลั่นกรองเป็น Insights ที่นักการตลาดของแบรนด์จะสามารถนำไปสร้างกลยุทธ์ต่อได้ส่วนฟีเจอร์อื่น ๆ ในการทำ Social Listening ก็ยังครบครันและจัดเต็มไม่แพ้เครื่องมือตัวอื่น ๆ </p>
<p>&gt;&gt; อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับตัวช่วยในการทำการตลาดได้ที่ &#8220;<a href="https://thedigitaltips.com/blog/ai-marketing/what-is-artificial-intelligence-ai/">AI คืออะไร? ตัวช่วยในการทำธุรกิจ</a>&#8220;</p>
<h2>ตัวอย่างวิธีการใช้งาน Social Listening Tool จาก Case Study ที่เกิดขึ้นจริง</h2>
<h3>Breadfast &#8211; การใช้ Social Listening Tool เพื่อก้าวล้ำนำคู่แข่ง</h3>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-14017" src="https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/breadfast-case-study-1024x683.png" alt="ตัวอย่างการใช้ Social Listening - Breadfast" width="1024" height="683" srcset="https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/breadfast-case-study-1024x683.png 1024w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/breadfast-case-study-300x200.png 300w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/breadfast-case-study-768x512.png 768w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/breadfast-case-study-1536x1024.png 1536w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/breadfast-case-study.png 1773w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;">ที่มา: </span><span style="font-weight: 400;">https://techcrunch.com/2021/11/03/egypts-breadfast-wants-to-build-gopuff-for-africa-and-middle-east-gets-26m-backing/</span></p>



<p>เพื่อให้คุณเข้าใจแนวคิดและวิธีการใช้ Social Listening Tool เพื่อทำ Social Listening มากขึ้น <strong>เราขอยก Case Study จาก “ Breadfast” แพลตฟอร์มออนไลน์สำหรับแม่บ้านที่ต้องการสินค้าสำหรับมื้อเช้า</strong> ไม่ว่าจะเป็นเบเกอรี่ ผัก ผลไม้ ฯลฯ มาให้คุณได้ศึกษาไปพร้อม ๆ กัน</p>
<p>จุดแข็งของ Breadfast คือ ความสะดวกสบายและภาพลักษณ์แบรนด์ที่ค่อนข้างเป็นมิตรกับผู้บริโภค แต่ Breadfast ยังคงเป็นรอง เมื่อเทียบกับแพลตฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์อื่น ๆ  พวกเขาจึงต้องการรวบรวม Insights ของลูกค้าให้มากขึ้น พร้อมทั้งเพิ่ม Brand Reputation (ชื่อเสียงของแบรนด์) และปรับกลยุทธ์ให้ก้าวขึ้นมาอยู่เหนือแบรนด์คู่แข่งให้ได้</p>
<p>เพื่อการนี้ Breadfast ตัดสินใจใช้ Social Listening Tool เพื่อรวบรวม Insights ของผู้บริโภคบน Social Media อัตโนมัติ พร้อม ๆ กับการใช้ AI ประเมินอารมณ์ ความรู้สึก ที่สะท้อนผ่านโพสต์บน Social Media ของลูกค้า นอกจากนี้ ยังติดตามการสนทนากับลูกค้าแบบเรียลไทม์ เพื่อตอบคำถามและแก้ไขปัญหาให้กับลูกค้าอย่างทันท่วงที ทำให้ตอนนี้ Breadfast ก้าวขึ้นมาเป็นตัวเลือกอันดับต้น ๆ ของลูกค้า และนำเสนอแผนการตลาดใหม่ ๆ โดยอาศัยข้อมูลเชิงลึกได้อย่างแม่นยำมากขึ้น</p>
<h2>สรุป Social Listening</h2>
<p>Social Listening เป็นเทคนิคการทำการตลาดที่ธุรกิจควรนำไปปรับใช้กับในการพัฒนาสินค้าหรือบริการ, สร้างแคมเปญการตลาด สร้างสรรค์กลยุทธ์ใหม่ ๆ เพื่อสื่อสารกับลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเหมาะสมกับธุรกิจ ผ่านการใช้งาน Social Listening Tool ที่ถูกต้อง เพราะเครื่องมือแต่ละตัวที่เราแนะนำไปล้วนเป็นตัวช่วยที่ทำให้การทำ Social Listening ของธุรกิจมีทรงพลัง แม่นยำ และช่วยทำให้การทำการตลาดหรือการสร้างธุรกิจของคุณเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด</p>
<p><strong>อ้างอิงข้อมูล</strong></p>
<p>Christina Newberry, What is Social Listening, Why it Matters, and 10 Tools to Make it Easier, November 22, 2021 <br /><a href="https://blog.hootsuite.com/social-listening-business/#6_social_listening_tips" target="_blank" rel="noopener">https://blog.hootsuite.com/social-listening-business/#6_social_listening_tips</a> </p>
<p>SproutSocial, Social listening: Your launchpad to success on social media, <br /><a href="https://sproutsocial.com/social-listening/#how-to-get-started" target="_blank" rel="noopener">https://sproutsocial.com/social-listening/#how-to-get-started</a> </p>
<p>Ben Lutkevich, What is Social Listening and why important (social media listening), February 01, 2022 <br /><a href="https://www.techtarget.com/searchcustomerexperience/definition/social-media-listening" target="_blank" rel="noopener">https://www.techtarget.com/searchcustomerexperience/definition/social-media-listening</a> </p>
<p>Kristen Baker, 15 Best Social Listening Tool to Monitor Mentions of Your Brand, November 03, 2021, <br /><a href="https://blog.hubspot.com/service/social-listening-tools" target="_blank" rel="noopener">https://blog.hubspot.com/service/social-listening-tools</a> </p>
<p>AIM Technologies, Social Listening Monitoring Case Study: How Breadfast Leveraged AIM Insights Tool To Enhance Customer Insights And Brand Reputation, <br /><a href="https://www.aimtechnologies.co/social-listening-monitoring-case-study-how-breadfast-leveraged-aim-insights-tool-to-enhance-customer-insights-and-brand-reputation/" target="_blank" rel="noopener">https://www.aimtechnologies.co/social-listening-monitoring-case-study-how-breadfast-leveraged-aim-insights-tool-to-enhance-customer-insights-and-brand-reputation/</a> </p>
<p>The post <a href="https://thedigitaltips.com/blog/data-for-business/social-listening/">Social Listening คืออะไร มีประโยชน์อย่างไร พร้อม Tools ที่น่าสนใจ</a> appeared first on <a href="https://thedigitaltips.com">Digital Tips Academy</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Data Science คืออะไร? อาชีพสายงานนี้ต้องมีทักษะอย่างไรบ้าง</title>
		<link>https://thedigitaltips.com/blog/data-for-business/data-science/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[The Digital Tips]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 04 Nov 2022 12:54:59 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Data for Business]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://thedigitaltips.com/?p=8790</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปัจจุบันเราอยู่ในยุค Big Data และทุกธุรกิจล้วนต้องอาศัยข้อมูล (Data) ในการตัดสินใจเรื่องสำคัญ ๆ จึงเกิดกระบวนการต่าง ๆ ที่ช่วยทำให้คนเราเข้าใจ...</p>
<p>The post <a href="https://thedigitaltips.com/blog/data-for-business/data-science/">Data Science คืออะไร? อาชีพสายงานนี้ต้องมีทักษะอย่างไรบ้าง</a> appeared first on <a href="https://thedigitaltips.com">Digital Tips Academy</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p><span style="font-weight: 400;">ปัจจุบันเราอยู่ในยุค Big Data และทุกธุรกิจล้วนต้องอาศัยข้อมูล (Data) ในการตัดสินใจเรื่องสำคัญ ๆ จึงเกิดกระบวนการต่าง ๆ ที่ช่วยทำให้คนเราเข้าใจ และนำข้อมูลมาใช้เพื่อวาง</span><a href="https://thedigitaltips.com/blog/news/marketing-strategy/"><span style="font-weight: 400;">กลยุทธ์การตลาด</span></a><span style="font-weight: 400;">ให้กับธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังเช่นการทำ Data Science หรือวิทยาการข้อมูล แล้ว Data Science คืออะไร มีหน้าที่อะไร รวมถึงมีกระบวนการทำงานอย่างไรบ้าง บทความนี้ Digital Tips ได้รวบรวมคำตอบเกี่ยวกับเรื่อง Data Science และสายอาชีพที่เกี่ยวข้องมาฝากคุณแล้ว รายละเอียดจะเป็นอย่างไร ตามไปดูพร้อมกันเลย!</span></p>





<h2>Data Science (วิทยาการข้อมูล) คืออะไร</h2>
<p><b>วิทยาการข้อมูล Data Science หมายถึง ศาสตร์ที่เกี่ยวกับการจัดการ จัดเก็บ รวบรวม ตรวจสอบ วิเคราะห์ วิจัยข้อมูล และนำเสนอผลการวิเคราะห์หา</b> <a href="https://thedigitaltips.com/blog/news/insight/"><b>Insight</b></a><b> หรือข้อมูลเชิงลึก</b><span style="font-weight: 400;"> เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในงานด้านต่าง ๆ เช่น ด้านธุรกิจ โลจิสติกส์ เศรษฐศาสตร์ การเงิน การแพทย์ วิศวกรรม สารสนเทศ สาธารณสุข ฯลฯ โดยสามารถนำมาใช้ทำนายผลการทำธุรกิจในอนาคตได้ อาทิ ทำนายว่าเทรนด์อะไรกำลังมา สินค้าไหนจะขายดี และยังช่วยเป็นเข็มทิศให้กับผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจ ให้สามารถปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงทิศทางในการทำธุรกิจให้ถูกต้องเหมาะสม ตามแนวคิด “ข้อมูลสู่ความรู้สู่ภูมิปัญญา” อีกด้วย</span></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone  wp-image-8799" src="https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/image5-1-300x187.png" alt="Data Science หรือ วิทยาการข้อมูล คืออะไร " width="464" height="289" srcset="https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/image5-1-300x187.png 300w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/image5-1-1024x638.png 1024w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/image5-1-768x478.png 768w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/image5-1-1536x957.png 1536w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/image5-1.png 1800w" sizes="(max-width: 464px) 100vw, 464px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ ผลลัพธ์ของการทำ Data Science จะเรียกว่า Data Products หรือผลิตภัณฑ์ข้อมูล โดย </span><b>Data Products ที่มีค่ามากที่สุด ก็คือองค์ความรู้ สติปัญญา ภูมิปัญญา และการตัดสินใจ</b><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งทำให้ธุรกิจได้รับคำแนะนำ การบริการ การทำนาย การตัดสินใจ กรอบความคิด แบบจำลอง รูปแบบ กระบวนทัศน์ เครื่องมือ หรือระบบที่ช่วยทำให้สามารถนำธุรกิจเดินทางไปสู่เส้นทางที่ถูกต้องได้ ไม่ว่าจะเป็นการทำ </span><a href="https://thedigitaltips.com/blog/marketing/digital-marketing/"><span style="font-weight: 400;">Digital Marketing</span></a> <span style="font-weight: 400;">หรือวางแผนในเรื่องใด ๆ ก็ตาม เราจึงสามารถสรุปได้ว่า Data Science คือ หนึ่งในหนทางที่พาธุรกิจมุ่งสู่ความสำเร็จอย่างแท้จริง</span></p>
<h2><span style="font-weight: 400;">Data Scientist คืออะไร มีหน้าที่ทำอะไรบ้าง? </span></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อพูดถึงการทำ Data Science เราก็จะต้องพูดถึงตำแหน่งงานที่เกี่ยวข้องกับ Data Science ด้วย ซึ่งตำแหน่งนี้มีชื่อเรียกว่า Data Scientist นั่นเอง แล้ว Data Scientist คืออาชีพอะไร  Data Scientist ทำหน้าที่อะไรบ้าง หัวข้อนี้ มีคำตอบ!</span></p>
<h3><span style="font-weight: 400;">Data Scientist คืออะไร </span></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หากคุณสงสัยว่าคนที่ดูแลเรื่อง Data Science ทำงานอะไร คำตอบอยู่ใน Job Description ของ Data Scientist โดย </span><b>Data Scientist คือ นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล หรือนักวิทยาการข้อมูล ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ เพื่อทำความเข้าใจกับข้อมูลต่าง ๆ</b><span style="font-weight: 400;"> โดยจะต้องความรู้แบบสหวิทยาการ (Interdisciplinary) หรือมีองค์ความรู้ในหลากหลายด้าน เช่น ความรู้ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ (Computer Science), ความรู้ด้านคณิตศาสตร์และสถิติ (Math&amp;Statistics), ความรู้เฉพาะสาขา (Domain Knowledge), ความอยากรู้อยากเห็นและความคิดสร้างสรรค์ (Curiosity &amp; Creativity) เป็นต้น</span></p>
<h3><span style="font-weight: 400;">คุณสมบัติของ Data Scientist </span></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">แน่นอนว่างานที่เกี่ยวกับ Data Science เริ่มต้นและจบลงที่ “ข้อมูล” ดังนั้น </span><b>สำหรับการเป็น Data Scientist คุณสมบัติหลัก ๆ ที่จะต้องมีก็คือ “ความหลงใหลในข้อมูล”</b><span style="font-weight: 400;"> กล่าวคือ เป็นคนชอบค้นหา สืบเสาะ วิเคราะห์ และประมวลผล รวมทั้งสามารถใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางตัวหนังสือและตัวเลขเป็นจำนวนมากได้ตลอดทั้งวัน เพราะ Data Scientist คือ คนที่เปรียบได้กับหนังสือเล่มใหญ่ ซึ่งมีไว้เพื่อเป็นคู่มือประกอบการตัดสินใจในทุก ๆ เรื่องเกี่ยวกับธุรกิจนั่นเอง</span></p>
<h3><span style="font-weight: 400;">Data Scientist มีหน้าที่ทำอะไรบ้าง</span></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">“Data Scientist ทำหน้าที่อะไร?”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับ Data Scientist หน้าที่หลัก ๆ จะเกี่ยวข้องกับการเก็บข้อมูล จัดการข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล นำข้อมูลมาช่วยตัดสินใจ ด้วยการใช้เทคโนโลยีเพื่อจัดการกับข้อมูลขนาดใหญ่ โดยจะต้องออกแบบโมเดลของข้อมูล ใช้ Machine Learning หรือเขียนโปรแกรม เพื่อนำข้อมูลจากหลาย ๆ แหล่งมาประกอบในโมเดล ตัวอย่างเช่น Marketing, Logistic, Manufacturing เป็นต้น จนออกมาเป็นโมเดลที่นำไปใช้ได้จริง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ Data Scientist ที่ดี ยังจะต้องเข้าใจความต้องการของผู้บริโภค และสามารถช่วยกำหนดทิศทางธุรกิจด้วยข้อมูลที่มีได้อีกด้วย ด้วยเหตุนี้ ทุก ๆ องค์กรที่จำเป็นต้องทำ Data Science ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจแบบ B2B หรือ B2C เช่น ธุรกิจการเงินและธนาคาร ธุรกิจ E-Commerce และเว็บไซต์ ธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง หรือ ธุรกิจโทรคมนาคม จึงจำเป็นต้องมี Data Scientist </span></p>
<blockquote>
<p><span style="font-weight: 400;">อ่านเพิ่มเติม:</span><a href="https://thedigitaltips.com/blog/marketing/b2b/"><span style="font-weight: 400;"> ธุรกิจรูปแบบ B2B คืออะไร</span></a></p>
</blockquote>
<h3><span style="font-weight: 400;">Hard Skill ของ Data Scientist มีอะไรบ้าง </span></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับเรื่อง Hard Skill นั้น คนที่ทำงานด้าน Data Science จะต้องเชี่ยวชาญเรื่อง Machine Learning อาทิ SQL Server, Oracle และ SAP รวมถึงภาษาที่ใช้ในการเขียนโปรแกรมต่าง ๆ เช่น JavaScript, Python และ SQL นอกจากนี้ ยังต้องมีความรู้ความใจเรื่อง</span><a href="https://thedigitaltips.com/blog/marketing/online-marketing/"><span style="font-weight: 400;">การตลาดออนไลน์</span></a><span style="font-weight: 400;"> อาทิ </span><a href="https://thedigitaltips.com/blog/marketing/marketing-funnel/"><span style="font-weight: 400;">Marketing Funnel</span></a><span style="font-weight: 400;"> , </span><a href="https://thedigitaltips.com/blog/marketing/inbound-marketing/"><span style="font-weight: 400;">Inbound Marketing</span></a><span style="font-weight: 400;"> และ</span><a href="https://thedigitaltips.com/blog/digital-tips-and-tricks/what-is-running-advertisement/"><span style="font-weight: 400;">การยิงแอดโฆษณา</span></a><span style="font-weight: 400;"> ตลอดจนสามารถใช้งาน </span><a href="https://thedigitaltips.com/blog/news/martech/"><span style="font-weight: 400;">Martech</span></a><span style="font-weight: 400;"> ต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี เพื่อสนับสนุนการทำ Data Driven Marketing ให้กับองค์กรที่สังกัดอยู่ได้</span></p>
<blockquote>
<p><span style="font-weight: 400;">รู้จักกับ Data Driven Marketing อ่านต่อที่: </span><a href="https://thedigitaltips.com/blog/marketing/data-driven/"><b>Data-Driven Marketing กลยุทธ์ขับเคลื่อนธุรกิจด้วยข้อมูล</b></a></p>
</blockquote>
<h3><span style="font-weight: 400;">Soft Skill ของ Data Scientist มีอะไรบ้าง </span></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">Soft Skill ก็สำคัญกับการทำงาน Data Science เช่นเดียวกัน ดังนั้น ผู้ที่รับหน้าที่ Data Scientist จึงต้องเป็นคนที่มีทั้งทักษะในการจัดการกับข้อมูล ควบคู่ไปกับทักษะเรื่องการสื่อสาร การสรุปความ การมองเห็นภาพรวมในเรื่องต่าง ๆ และสามารถอธิบายสถานการณ์โดยรวมได้ เพราะ Data Scientist คือ ผู้ที่จะต้อง “ทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย” </span></p>
<h3><span style="font-weight: 400;">Data Scientist เงินเดือนอยู่ระหว่างเท่าไหร่ </span></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับในประเทศไทย</span><a href="https://adecco.co.th/th/knowledge-center/detail/salary-guide-2021"><span style="font-weight: 400;"> เงินเดือนของสายงาน Data Science ปี 2021</span></a> <span style="font-weight: 400;">เฉลี่ยจะเริ่มต้นที่ 30,000-50,000 บาท และเงินสามารถขึ้นไปสูงสุดอยู่ที่ 150,000 บาทได้เลยทีเดียว</span></p>
<h2><span style="font-weight: 400;">3 ทักษะสำคัญต่อการทำงานด้าน Data Science</span></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับคนที่กำลังสนใจศาสตร์ของการทำ Data Science นี่คือ 3 ทักษะที่จำเป็นต่อการทำ Data Science ให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ด้าน ดังนี้</span></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone  wp-image-8797" src="https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/image2-1-300x271.png" alt="ทักษะของ Data Science" width="344" height="311" srcset="https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/image2-1-300x271.png 300w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/image2-1.png 452w" sizes="(max-width: 344px) 100vw, 344px" /></p>
<p style="text-align: center;">ที่มาภาพ : https://edvancer.in/8-data-science-skills/</p>
<h3><span style="font-weight: 400;">ทักษะ Data Science 1 : Hacking Skills</span></h3>
<p><b>Hacking Skills หมายถึง ทักษะในการใช้เทคโนโลยีและเทคนิคเพื่อทำงานในด้านต่าง ๆ</b><span style="font-weight: 400;"> อาทิ การจัดการงาน Data Science ด้วย Python Data Science, การเขียนโปรแกรมด้วยภาษา Python หรือ ภาษา R, การจัดการฐานข้อมูลโดยใช้ MySQL, การสร้างรายงาน และแสดงผลข้อมูล (visualization) โดยใช้เครื่องมือ เช่น D3 Tableau, Qlikview หรือ R Markdown, การใช้เทคโนโลยี เพื่อจัดการกับ Big Data เช่น Hadoop, MapReduce หรือ Spark เป็นต้น</span></p>
<h3><span style="font-weight: 400;">ทักษะ Data Science 2 : Math &amp; Statistics Knowledge</span></h3>
<p><b>Math &amp; Statistics Knowledge หมายถึง ทักษะที่เกี่ยวข้องกับด้านคณิตศาสตร์และทางสถิติ</b><span style="font-weight: 400;"> โดยการเลือกใช้แบบจำลองในการวิเคราะห์และตีความผลลัพธ์ด้านคณิตศาสตร์และสถิติมาช่วยในการทำ Data Science  เช่น การเรียนรู้ด้วยเครื่อง (Machine Learning) การทำเหมืองข้อมูล (Data Mining) และพีชคณิต (Algebra) เป็นต้น ทั้งนี้ Data Scientist คือ ผู้ที่ต้องรับหน้าที่วิเคราะห์และประมวลผลข้อมูล ซึ่งส่วนมากจะเกี่ยวข้องกับการคำนวณ และถึงแม้ว่าในปัจจุบันจะมีเครื่องมือที่สามารถทำทุกอย่างแทนได้ แต่ Data Scientist ก็จำเป็นต้องเชี่ยวชาญในพื้นฐานเหล่านี้อยู่</span></p>
<h3><span style="font-weight: 400;">ทักษะ Data Science 3 : Substantive Expertise </span></h3>
<p><b>Substantive Expertise หมายถึง ความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (Domain Knowledge) </b><span style="font-weight: 400;">ซึ่งจะช่วยให้ Data Scientist เข้าใจเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ ขอบเขต และเป้าหมายของงานมากขึ้น เนื่องจากการตั้งคำถามที่ดีต้องอาศัยความเข้าใจในเรื่องนั้นจริง ๆ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ Substantive Expertise ยังนับรวมไปถึงทักษะด้านการนำเสนอและสื่อสาร ที่ช่วยสร้างความเข้าใจในกลุ่มของเพื่อนร่วมงานและผู้บริหาร เพื่อแสดงให้รู้ว่ามีปัญหาเกิดขึ้นที่จุดใด กำลังจะทำสิ่งใด และมีประโยชน์อย่างไรอีกด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างไรก็ดี การที่จะหา Data Scientist ที่เก่งทั้งหมดทั้ง 3 ด้านอาจเป็นเรื่องยาก องค์กรส่วนใหญ่จึงเลือกจัดตั้งเป็น ‘ทีม Data Science’ ที่ประกอบด้วยคนที่เก่งแต่ละด้านมาอยู่ในทีมเดียวกัน ทำให้สามารถแบ่งงานสาย Data Science ได้เป็นอีกหลายตำแหน่งเลยทีเดียว</span></p>
<h2><span style="font-weight: 400;">วงจรของ </span><span style="font-weight: 400;">Data Science </span></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">วงจรของการทำ Data Science หรือ Data Science Life Cycle คือ</span> <span style="font-weight: 400;">ลำดับของกระบวนการจัดการข้อมูล ตั้งแต่ตอนเก็บรวบรวม วิเคราะห์ ประมวลผล และนำไปใช้ จนถึงตอนเริ่มเก็บข้อมูลใหม่อีกครั้ง ซึ่งจะมีอยู่ด้วยกัน 5 ข้อ ดังนี้</span></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone  wp-image-8798" src="https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/image4-1-300x257.png" alt="วงจรของ Data Science" width="384" height="329" srcset="https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/image4-1-300x257.png 300w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/image4-1.png 435w" sizes="(max-width: 384px) 100vw, 384px" /></p>
<ol>
<li><b> Capture การจับข้อมูล:</b> <span style="font-weight: 400;">วงจร Data Science เริ่มต้น ด้วยการจับข้อมูล เพื่อนำไปใช้ในระบบคอมพิวเตอร์ด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น การรวบรวมข้อมูล (Data Acquisition), การป้อนข้อมูล (Data Entry), การดึงข้อมูล (Data Extraction) โดยจะรวบรวมทุกข้อมูลดิบ ทั้งที่มีโครงสร้าง (Structured Data) หรือ ข้อมูลที่มีการจัดเก็บไว้ในรูปแบบหรือโครงสร้างชัดเจน เช่น ข้อมูลที่อยู่ในรูปของไฟล์ CSV หรือไฟล์ Excel และข้อมูลที่ไม่มีโครงสร้าง (Unstructured Data) เช่น ข้อมูลในรูปแบบของรูปภาพ คลิปวิดีโอ ไฟล์เสียง รวมถึงข้อความบนโลกออนไลน์จากการทำ </span><a href="https://thedigitaltips.com/blog/marketing/social-media-marketing/"><span style="font-weight: 400;">Social Media Marketing</span></a> <span style="font-weight: 400;">และข้อมูลที่ได้จากการกรอก Lead ของลูกค้า</span> <span style="font-weight: 400;">เป็นต้น</span></li>
</ol>
<blockquote>
<p><span style="font-weight: 400;">Lead คืออะไร อ่านเพิ่มเติมได้ที่: </span><a href="https://thedigitaltips.com/blog/facebook/what-is-lead/"><b>Lead คืออะไร ทำไมธุรกิจควรมี Lead Generation Strategies</b></a></p>
</blockquote>
<p> </p>
<ol start="2">
<li><b>Maintain การบำรุงรักษา:</b><span style="font-weight: 400;"> ข้อมูลที่ผ่านการ Capture มาได้ อาจสูญหายไปตามการเวลา หากไม่ได้ผ่านการบำรุงรักษาข้อมูล ดังนั้น วงจรต่อไปของการทำ Data Science จึงเป็นการรักษาสภาพข้อมูลด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น การทำระบบคลังข้อมูล (Data Warehousing System) เพื่อรวบรวม จัดเก็บข้อมูล หรือการทำความสะอาดข้อมูล (Data Cleansing) ด้วยการตรวจสอบ แก้ไข หรือการลบ เพื่อให้รายการข้อมูลที่ไม่ถูกต้องออกไปจากชุดข้อมูล ตลอดจนการทำสถาปัตยกรรมข้อมูล (Data Architecture) ที่เป็นแผนผังสำหรับกำหนดมาตรฐานในการรวบรวมข้อมูล จัดเก็บ จัดการ ประมวลและวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อให้เข้าถึงข้อมูลได้รวดเร็ว ฯลฯ</span></li>
</ol>
<ol start="3">
<li><b> Process การจัดการข้อมูล: </b><span style="font-weight: 400;">กระบวนการที่เป็นหัวใจสำคัญของการทำ Data Science ก็คือการจัดการกับข้อมูลจำนวนมหาศาลให้อยู่ในรูปของข้อมูลที่ต้องการ รวมถึงวิเคราะห์ด้วยว่าข้อมูลนั้นจะมีประโยชน์เพียงใดในการวิเคราะห์เชิงคาดการณ์ เช่น การทําเหมืองข้อมูล (Data Mining) การทำแบบจำลองข้อมูล หรือแนวคิดที่ใช้อธิบายโครงสร้าง ความสัมพันธ์ และความหมายของข้อมูล (Data Modeling) และการสรุปข้อมูล (Data Summarization) เป็นต้น </span></li>
</ol>
<ol start="4">
<li><b> Analyze การวิเคราะห์ข้อมูล: </b><span style="font-weight: 400;">Data Science คือ วิทยาการข้อมูล ดังนั้น จึงต้องผ่านกระบวนการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ เช่น การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ (Exploratory Factor Analysis) การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (Confirmatory Factor Analysis) การวิเคราะห์เชิงทำนาย (Predictive Analysis) และการวิเคราะห์การถดถอย (Regression Analysis) เป็นต้น</span></li>
</ol>
<ol start="5">
<li><b> Communicate การนำเสนอข้อมูล: </b><span style="font-weight: 400;">วงจรสุดท้ายของ Data Science Life Cycle คือ การเตรียมนำเสนอข้อมูลที่ได้จากการทำ Data Science ในรูปแบบที่อ่านง่าย เช่น แผนภูมิ กราฟ รายงาน ฯลฯ</span></li>
</ol>
<h2><span style="font-weight: 400;">ขั้นตอนของ Data Science Process</span></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">Data Science Process คือ กระบวนการวิทยาการข้อมูล ซึ่งมีขั้นตอนที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญของนักวิเคราะห์ข้อมูลอยู่ไม่น้อย และในหัวข้อนี้ เราจะมาเรียนรู้กันว่า Data Science Process มีกี่ขั้นตอน แต่ละขั้นตอนทำงานอย่างไร และที่สำคัญวิทยาการข้อมูลสำหรับธุรกิจ หรือ Data Science for Business คืออะไร และทุกธุรกิจควรนำมาไปปรับใช้อย่างไร</span></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone  wp-image-8796" src="https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/image1-1-300x157.png" alt="ขั้นตอนของ Data Science Process OSEMN" width="619" height="324" srcset="https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/image1-1-300x157.png 300w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/image1-1-1024x537.png 1024w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/image1-1-768x403.png 768w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/image1-1-1536x806.png 1536w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/image1-1.png 1935w" sizes="(max-width: 619px) 100vw, 619px" /></p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;">ที่มาภาพ: </span><a href="https://towardsdatascience.com/5-steps-of-a-data-science-project-lifecycle-26c50372b492"><span style="font-weight: 400;">https://towardsdatascience.com/</span></a></p>
<h3><span style="font-weight: 400;">CRISP-DM (Cross Industry Standard Process for Data Mining)</span></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">CRISP-DM (Cross Industry Standard Process for Data Mining) เป็นขั้นตอนในการทำ Data Science ที่นิยมใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลด้วย Data Mining ซึ่งสัมพันธ์กับ Data Science for Business หรือ การทำ Data Science เพื่อเป้าหมายทางธุรกิจ สามารถแบ่งออกได้เป็น 6 ขั้นตอน ได้แก่ </span></p>
<ul>
<li aria-level="1"><b>การทำความเข้าใจธุรกิจ (Business Understanding) </b></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">ขั้นตอนแรกในกระบวนการ CRISP-DM คือ การทำความเข้าใจในธุรกิจหรือสิ่งที่กำลังจะเข้าไปวิเคราะห์ โดยศึกษา หาปัญหา และกำหนดวัตถุประสงค์ของธุรกิจด้วยเมตริกที่เหมาะสม เช่น การทำ SWOT การหาว่า </span><a href="https://thedigitaltips.com/blog/news/customer-journey/"><span style="font-weight: 400;">Customer Journey คืออะไร</span></a><span style="font-weight: 400;"> รู้ว่า ภาพจำด้าน </span><a href="https://thedigitaltips.com/blog/marketing/what-is-branding/"><span style="font-weight: 400;">Branding </span></a><span style="font-weight: 400;">ของธุรกิจคืออะไร</span> <span style="font-weight: 400;">ฯลฯ ก่อนจะวางแผนสิ่งที่จะต้องทำต่อในเบื้องต้น นอกจากนี้ Data Scientist อาจต้องวิจัยเพิ่มเติมถึงกรณีศึกษาของปัญหาว่า ธุรกิจคู่แข่งอื่น ๆ มีวิธีแก้ปัญหาที่คล้ายคลึงกันนี้อย่างไร แล้วจึงนำมาใช้ในการกำหนดแผนที่จะทำต่อไปด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">&gt;&gt; อ่านเพิ่มเติม: </span><a href="https://thedigitaltips.com/blog/news/swot-analysis/"><span style="font-weight: 400;">SWOT คืออะไร</span></a></p>
<ul>
<li aria-level="1"><b>การทำความเข้าใจข้อมูล (Data Understanding)</b></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อกำหนดโจทย์ในการทำ Data Science เรียบร้อยแล้ว ก็ต้องทำความเข้าใจข้อมูลว่า ตอนนี้ธุรกิจมีข้อมูลอะไรบ้าง ก่อนจะรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติม ตรวจสอบข้อมูล และทำความเข้าใจข้อมูลทั้งหมดว่ามีคุณภาพมากน้อยแค่ไหน หากยังไม่มากพอก็ต้องรวบรวมข้อมูลต่อไป จนกว่าจะได้ข้อมูลที่ดีและมากพอต่อไป</span></p>
<ul>
<li aria-level="1"><b>การเตรียมข้อมูล (Data Preparation) </b></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">ขั้นตอนที่ใช้เวลานานที่สุดในการทำ Data Science คือ การทบทวนข้อมูลที่ได้จากแหล่งต่าง ๆ ด้วยกระบวนการวิจัยข้อมูลที่หลากหลาย เพื่อนำไปสู่การออกแบบงานวิจัยออกมาในรูปแบบต่าง ๆ ตามที่ต้องการ เช่น </span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">การล้างข้อมูล (Data Cleaning): การแก้ไขข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์หรือผิดพลาด </span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">การรวมข้อมูล (Data integration): การรวมข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ </span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">การแปลงข้อมูล (Data Transformation): การจัดรูปแบบข้อมูล </span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">การลดข้อมูล (Data Reduction): การลดข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบที่ง่ายที่สุด </span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">การแยกข้อมูล (Data Discretization): ลดจำนวนค่าเพื่อให้จัดการข้อมูลง่ายขึ้น </span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">วิศวกรรมคุณลักษณะ (Feature Engineering): กระบวนการแปลงข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบที่สามารถนำไปใช้งานได้ใน Machine Learning</span></li>
</ul>
<ul>
<li aria-level="1"><b>การสร้างโมเดล (Modeling)</b></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">เลือกและทดสอบสร้างโมเดลหรือแบบจำลองข้อมูลหลาย ๆ แบบ ที่คิดว่าสามารถแก้ปัญหาที่ต้องการได้ จากนั้นจึงค่อย ๆ ปรับค่าพารามิเตอร์ของแต่ละโมเดล เพื่อให้ได้ค่าที่เหมาะสมที่สุดในการแก้ปัญหา แต่ถ้าพบว่ายังไม่ได้โมเดลที่น่าพอใจก็จะต้องย้อนกลับไปเตรียมข้อมูลใหม่อีกครั้ง</span></p>
<ul>
<li aria-level="1"><b>การวัดประสิทธิภาพของโมเดล (Evaluation) </b></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">หัวใจสำคัญของการทำ Data Science เพื่อเป้าหมายทางธุรกิจ หรือ Data Science for Business คือ การวัดประสิทธิภาพของโมเดล โดย Data Scientist จะทำหน้าที่ในการตรวจสอบกระบวนการทำงาน และอธิบายว่าโมเดลจะสามารถช่วยธุรกิจได้อย่างไร พร้อมสรุปสิ่งที่ค้นพบและแก้ไขให้เรียบร้อย สุดท้ายจะเป็นการประเมินว่าโมเดลนี้พร้อมที่จะนำไปใช้งานหรือไม่ หรือจำเป็นที่จะต้องทำการวิจัยข้อมูลใหม่อีกครั้ง</span></p>
<ul>
<li aria-level="1"><b>การนำโมเดลไปใช้งานจริง (Deployment)</b></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">ขั้นตอนสุดท้ายของการทำ Data Science แบบ CRISP-DM ก็คือการนำโมเดลไปใช้งานจริง อย่างไรก็ดี การทำ Data Science อาจไม่ได้สิ้นสุดที่ขั้นตอนนี้ เนื่องจากในระหว่างที่มีการปรับใช้โมเดล จะต้องทำเอกสารเพื่อบอกว่า ตั้งใจจะปรับใช้โมเดลอย่างไร รวมถึงวิธีส่งมอบและนำเสนอผลลัพธ์อย่างไร หลังจากนั้นจะต้องดูแลรักษาโมเดลในระหว่างของการนำไปใช้เรื่อย ๆ ตลอดจนทำรายงานสรุปว่า กระบวนการทั้งหมดที่ผ่านมานั้นมีสิ่งใดใช้ได้ผลและสิ่งใดที่ต้องปรับปรุงบ้าง</span></p>
<h3><span style="font-weight: 400;">OSEMN </span></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">OSEMN คือ 5 ขั้นตอนการทำงานด้าน Data Science ประกอบด้วย</span></p>
<ul>
<li aria-level="1"><b>Obtain Data (การเก็บข้อมูล)</b></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">Obtain Data สำคัญอย่างยิ่งกับการทำ Data Science เพราะเป็นขั้นตอนของการเก็บข้อมูล รับข้อมูล และการดึงข้อมูลจากฐานข้อมูลที่มีอยู่ โดยสามารถใช้เครื่องมือหลากหลายอย่างในขั้นตอนนี้ได้ เช่น API หรือ SQL, Big Data, การทำ Web Scraping เป็นต้น</span></p>
<ul>
<li aria-level="1"><b>Scrub Data (การทำความสะอาดข้อมูล)</b></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">การทำความสะอาดข้อมูล หรือ Data Wrangling จะเป็นกระบวนการเปลี่ยนข้อมูลดิบให้อยู่ในรูปแบบที่ง่ายต่อการใช้งาน สามารถทำได้หลายวิธีโดยขึ้นอยู่กับลักษณะข้อมูล และเป้าหมายในการใช้งาน เรียกได้ว่าเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดของการทำ Data Science ในรูปแบบ OSEMN เลยก็ว่าได้</span></p>
<ul>
<li aria-level="1"><b>Explore Data (การค้นหาข้อมูลที่สนใจ)</b></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">Explore Data คือ การสำรวจและค้นหาข้อมูลเพื่อหาความสัมพันธ์ แนวโน้ม หรือสิ่งที่น่าสนใจที่เกี่ยวข้องกัน โดยใช้วิธีการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำ Data Science ตัวอย่างเช่น การใช้ Command Line Tools หรือคำสั่งที่ใช้ในการจัดการหรือปรับแต่งค่าต่าง ๆ ของข้อมูล การใช้ R และการใช้ Python เป็นต้น หลังจากนั้นนำมาแสดงผล (Visualize) ข้อมูลให้เห็นภาพมากขึ้น</span></p>
<ul>
<li aria-level="1"><b>Model Data (การสร้างโมเดลข้อมูล)</b></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">การจำลองข้อมูลโดยการสร้างโมเดลด้วยการใช้ซอฟต์แวร์และอัลกอริทึม Machine learning มาใช้เพื่อดึงข้อมูล คาดการณ์ผลลัพธ์ และกำหนดแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด แล้วทำการประเมินความถูกต้องของผลลัพธ์ รวมถึงทำการปรับแต่งแบบจำลองข้อมูล เพื่อปรับปรุงผลของการทำ Data Science ให้เป็นไปตามที่ต้องการ</span></p>
<ul>
<li aria-level="1"><b>Interpret Results (การแปลงข้อมูลและนำเสนอ)</b></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">การทำ Data Science แบบ OSEMN ขั้นตอนสุดท้าย คือ การแปลงข้อมูลแล้วนำออกมาเล่าเป็นเรื่องราวเพื่อนำเสนอ โดยอาจจะสร้างเป็นไดอะแกรม กราฟ และแผนภูมิ เพื่อแสดงแนวโน้มและการคาดการณ์ต่าง ๆ ซึ่งการสรุปข้อมูลนี้จะช่วยให้เจ้าของธุรกิจเข้าใจและนำผลลัพธ์ไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น</span></p>
<h2><span style="font-weight: 400;">คำถามที่พบบ่อย</span></h2>
<h3><span style="font-weight: 400;">1. Data Analytics vs. Data Science แตกต่างกันไหม? </span></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เรามักจะได้ยิน Data Analytics และ Data Science อยู่บ่อย ๆ แต่อาจจะไม่ทราบว่า 2 คำนี้แตกต่างกันอย่างไร มาทำความเข้าใจว่า Data Science vs Data Analytics คืออะไร ไปพร้อมกันเลยดีกว่า</span></p>
<p><a href="https://thedigitaltips.com/blog/news/data-analytic/"><span style="font-weight: 400;">Data Analytics คือ</span></a> <span style="font-weight: 400;">การวิเคราะห์ข้อมูลที่มีอยู่ตั้งแต่ อดีต จนถึงปัจจุบัน เพื่อช่วยให้ธุรกิจบรรลุวัตถุประสงค์ที่ต้องการ ผ่านการใช้สถิติและตัวเลขในการคาดคะเนพฤติกรรมผู้บริโภค รวมถึงนักวิเคราะห์ข้อมูลจะทำการคิดค้นวิธีการดึงข้อมูล นำมาใช้ และจัดระบบชุดข้อมูลใหม่ เพื่อหาวิธีการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดให้กับธุรกิจ และสามารถนำมาใช้ในการหาคำตอบในคำถามใดคำถามหนึ่ง หรือใช้เพื่อประโยชน์ในการอำนวยความสะดวกให้การทำงานในตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง เช่น การทำ CRM Data Maintenance หรือการทำ </span><a href="https://thedigitaltips.com/blog/marketing/ab-testing/"><span style="font-weight: 400;">A/B Testing</span></a><span style="font-weight: 400;"> เป็นต้น</span></p>
<blockquote>
<p><span style="font-weight: 400;">อ่านเพิ่มเติม:</span><a href="https://thedigitaltips.com/blog/news/customer-relationship-management/"><span style="font-weight: 400;"> CRM คืออะไร</span></a></p>
</blockquote>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่วน Data Science จะเป็นศาสตร์ที่รวบรวมหลายแขนงวิชาเข้าด้วยกัน เน้นการค้นหาข้อมูลเชิงลึกภาพใหญ่ ทั้งจากชุดข้อมูลดิบและข้อมูลที่ผ่านการจัดระบบแล้ว รวมถึงมักจะใช้กับการติดตามเทรนด์และคาดคะเนอนาคตมากกว่า จึงเป็นการทำความเข้าใจข้อมูลในมุมมองที่กว้างกว่าการทำ Data Analytics ทั้งนี้ การทำ Data Science ไม่ได้มุ่งเน้นหาคำตอบของคำถามใดคำถามหนึ่งเหมือนที่ Data Analytics ทำ แต่มักจะวิเคราะห์ผ่านชุดข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อให้ได้มาซึ่งคำตอบที่ต้องการเท่านั้น</span></p>
<h3><span style="font-weight: 400;">2. ตำแหน่งใดบ้างที่เกี่ยวข้องกับ Data Scientist?</span></h3>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>Business Managers:</b><span style="font-weight: 400;"> เป็นผู้ที่จะต้องทำงานร่วมกันกับทีม Data Scientist เพื่อกำหนดปัญหาและพัฒนากลยุทธ์สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูล โดยมักเป็นหัวหน้าทีมด้านการพัฒนาเป็นด้านธุรกิจในแผนกต่าง ๆ เช่น แผนกการตลาด การเงิน หรือการขาย เป็นต้น โดยทีม Data Scientist จะต้องเป็นผู้รายงานผลการทำงานให้ Business Managers ทราบถึงข้อมูลที่ช่วยพัฒนาธุรกิจหรือผลิตภัณฑ์เป็นหลัก</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>IT Managers: </b><span style="font-weight: 400;">มีหน้าที่สนับสนุนการดำเนินงานในการทำ Data Science ให้ลุล่วงด้วยการสร้างและปรับปรุงเครื่องมือที่ใช้ให้เหมาะสมสำหรับขั้นตอนต่าง ๆ ในการทำ Data Science เช่น เลือกเทคโนโลยีการเก็บข้อมูลภายใน สร้าง Database พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานข้อมูล เป็นต้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>Data Science Managers:</b><span style="font-weight: 400;"> เป็นผู้ที่ทำหน้าที่ดูแลทีม Data Science และงานต่าง ๆ ให้สำเร็จตามกำหนด เรียกได้ว่าเป็น ผู้สร้างทีม และช่วยสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาทีมกับการวางแผนและทีมที่จะต้องติดตามการทำงานในแผนกอื่น ๆ อีกด้วย</span></li>
</ul>
<h2><span style="font-weight: 400;">ข้อสรุปของ Data Science</span></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">Data Science เป็นศาสตร์ที่เรียกได้ว่ากำลังมาแรง และมีส่วนช่วยพัฒนาธุรกิจและโลกของเราให้ขับเคลื่อนไปข้างหน้า ซึ่งในอนาคตก็จะมีบทบทบาทกับมนุษย์อย่างเรา ๆ ได้มากขึ้นอีกหลายเท่าจากการพัฒนาเทคโนโลยีทั้งในโลกแห่งความจริงและโลกเสมือน (Metaverse) โดยเฉพาะใน Tech Company ต่าง ๆ ที่เก็บข้อมูลเอาไว้จำนวนมหาศาล ไม่เพียงเท่านี้ ในแวดวงธุรกิจออนไลน์เองก็นำศาสตร์ Data Science มาช่วยในการพัฒนากลยุทธ์การตลาด ทำให้องค์กรมีข้อมูลแน่ชัดเรื่อง Target Audience และความต้องการของลูกค้า ซึ่งนำไปสู่การสร้างสรรค์</span><a href="https://thedigitaltips.com/blog/digital-tips-and-tricks/what-is-content/"><span style="font-weight: 400;">คอนเทนต์</span></a><span style="font-weight: 400;">ที่ตอบโจทย์ และการคิด</span><a href="https://thedigitaltips.com/blog/marketing/what-is-ctr/"><span style="font-weight: 400;"> CTR</span></a><span style="font-weight: 400;"> ที่สามารถดึงดูดลูกค้าได้ เพื่อให้ธุรกิจบรรลุเป้าหมายเรื่องยอดขาย และสามารถเติบโตไปข้างหน้าได้อย่างแท้จริง</span></p>
<blockquote>
<p><span style="font-weight: 400;">อ่านเพิ่มเติม:</span> <a href="https://thedigitaltips.com/blog/news/metaverse/"><span style="font-weight: 400;">Metaverse คืออะไร</span></a></p>
</blockquote>
<p><b>เอกสารอ้างอิง</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">What is Data Science?. (n.d.). [ออนไลน์]. ได้จาก: </span><a href="https://www.oracle.com/th/what-is-data-science/"><span style="font-weight: 400;">https://www.oracle.com/th/what-is-data-science/</span></a><br /><span style="font-weight: 400;">Avijeet Biswal.  (2022).  What is Data Science: Lifecycle, Applications, Prerequisites and Tools.  [Online]. retrieve from: </span><a href="https://www.simplilearn.com/tutorials/data-science-tutorial/what-is-data-science#the_data_science_lifecycle"><span style="font-weight: 400;">https://www.simplilearn.com/tutorials/data-science-tutorial/what-is-data-science#the_data_science_lifecycle</span></a><br /><span style="font-weight: 400;">Sakshi Gupta.  (2022).  Data Science Process: A Beginner’s Guide in Plain English.  [Online]. retrieve from: </span><a href="https://www.springboard.com/blog/data-science/data-science-process/#h2"><span style="font-weight: 400;">https://www.springboard.com/blog/data-science/data-science-process/#h2</span></a><br /><span style="font-weight: 400;">Connext Team.  (2022).  Data Analytics VS Data Science แตกต่างกันไหม ? และเส้นทางไหนเหมาะกับความเป็นคุณ. [ออนไลน์]. ได้จาก: </span><a href="https://techsauce.co/connext/career-insight/how-is-different-between-data-analytics-and-data-science"><span style="font-weight: 400;">https://techsauce.co/connext/career-insight/how-is-different-between-data-analytics-and-data-science</span></a></p>
<p>The post <a href="https://thedigitaltips.com/blog/data-for-business/data-science/">Data Science คืออะไร? อาชีพสายงานนี้ต้องมีทักษะอย่างไรบ้าง</a> appeared first on <a href="https://thedigitaltips.com">Digital Tips Academy</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Data-Driven กลยุทธ์ขับเคลื่อนธุรกิจด้วยข้อมูล</title>
		<link>https://thedigitaltips.com/blog/data-for-business/data-driven/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[The Digital Tips]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 04 Nov 2022 12:42:22 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Data for Business]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://thedigitaltips.com/?p=8777</guid>

					<description><![CDATA[<p>Data Driven เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญของการทำ Digital Marketing และวางกลยุทธ์ในยุคปัจจุบัน เพราะทุกวันนี้เรากำลังอยู่ในยุคที่ต้องใช้ข้อมูลเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินใจด้านกาบริหารธุรกิจ ทำให้การทำ Data Analytics...</p>
<p>The post <a href="https://thedigitaltips.com/blog/data-for-business/data-driven/">Data-Driven กลยุทธ์ขับเคลื่อนธุรกิจด้วยข้อมูล</a> appeared first on <a href="https://thedigitaltips.com">Digital Tips Academy</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p><span style="font-weight: 400;">Data Driven เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญของการทำ </span><a href="https://thedigitaltips.com/blog/marketing/digital-marketing/"><span style="font-weight: 400;">Digital Marketing</span></a><span style="font-weight: 400;"> และวางกลยุทธ์ในยุคปัจจุบัน เพราะทุกวันนี้เรากำลังอยู่ในยุคที่ต้องใช้ข้อมูลเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินใจด้านกาบริหารธุรกิจ </span><span style="font-weight: 400;">ทำให้</span><span style="font-weight: 400;">การทำ</span> <a href="https://thedigitaltips.com/blog/data-for-business/data-analytic/"><span style="font-weight: 400;">Data Analytics</span></a><span style="font-weight: 400;"> กลายเป็นองค์ประกอบที่สำคัญสำหรับการวางแผนงานต่าง ๆ เพื่อให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ</span></p>





<h2><strong>Data-Driven คืออะไร?</strong></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">Data-Driven คือ การนำเอาข้อมูลต่าง ๆ ของจากหลากหลายช่องทาง มาทำการรวบรวมและวิเคราะห์ วัดผล เพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับการพัฒนาสินค้า บริการ แนวทางการตลาด แนวทางการทำ </span><a href="https://thedigitaltips.com/blog/marketing/social-media-marketing/"><span style="font-weight: 400;">Social Media Marketing</span></a><span style="font-weight: 400;"> ไปจนถึงแนวทางการทำ</span><a href="https://thedigitaltips.com/blog/news/customer-relationship-management/"><span style="font-weight: 400;"> Customer Relationship Management (CRM)</span></a><span style="font-weight: 400;"> ให้ตอบโจทย์ความต้องการและพฤติกรรมของผู้บริโภค ไปจนถึงการบริหารองค์กร การบริหารบุคคลและการตัดสินใจต่าง ๆ ด้วย Data-Driven</span></p>
<h2><strong>5 ขั้นตอนการใช้ Data-Driven เพื่อทำธุรกิจ</strong></h2>
<h3><span style="font-weight: 400;"> 1. กำหนดเป้าหมายในการทำ Data Driven Strategy </span></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การตั้งเป้าหมายและกำหนดวัตถุประสงค์ของการทำ Data-Sriven ให้ชัดเจนเพื่อที่จะทำให้คุณได้ทราบว่า ต้องทำการเก็บข้อมูลอะไรที่เกี่ยวข้องบ้างเพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าวนั้น หรือรูปแบบของข้อมูลที่ต้องการนั้นมีอะไรบ้าง เช่นหากธุรกิจของคุณต้องการหา Leads ใหม่ ๆ ผ่านช่องทางเว็บไซต์คุณก็อาจจะแค่โฟกัสกับข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับด้านเว็บไซต์ที่ธุรกิจเคยได้เก็บมา โดยไม่ต้องสนใจข้อมูลในแพลตฟอร์มอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องเลย </span></p>
<h3><span style="font-weight: 400;"> 2. กำหนดแหล่งข้อมูลทั้งหมด ที่เป็นส่วนสำคัญในการทำ Data Analysis </span></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ขั้นตอนต่อมาคือ การกำหนดแหล่งข้อมูลทั้งหมด ที่เป็นส่วนสำคัญในการทำ Data Analysis รวมทั้งปัจจัยอื่น ๆ เพื่อนำมาใช้วางแผนในการทำการตลาดต่อไป ซึ่งในการกำหนดแหล่งข้อมูลนี้มักต้องอาศัยแหล่งข้อมูลจำนวนมากมาประกอบในการตัดสินใจและวางแผนการทำการตลาดอย่าง Open Data ที่เป็นเว็บไซต์เปิดให้นำข้อมูลไปใช้ได้ฟรีเช่น งานวิจัย ผลสำรวจ ฯลฯ ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเป้าหมายในการทำการตลาดของคุณ เป็นต้น</span></p>
<h3><span style="font-weight: 400;"> 3. รวบรวม Data ที่เกี่ยวข้องกับเป้าหมายให้มากที่สุด </span></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">จากนั้นก็จะเข้าสู่ขั้นตอนของการเก็บรวบรวม Data ที่เกี่ยวข้องกับเป้าหมาย โดยเทคนิคที่เราอยากจะแนะนำก็คือให้คุณรวบรวมข้อมูลจากทุกแหล่งหรือทุกแพลตฟอร์มที่เกี่ยวข้องมาเก็บไว้ในที่เดียวกัน (ทำเหมือนเป็น Big Data ของบริษัท) เพื่อให้ทีมสามารถนำไปใช้งานได้ง่ายและสะดวก ลดข้อผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้น</span></p>
<h3><span style="font-weight: 400;"> 4. รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล (Analyzing Data)</span></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อได้ข้อมูลสำหรับการทำ Data-Driven ครบถ้วนแล้ว ขั้นตอนต่อมาคือการนำข้อมูลที่มีมาวิเคราะห์ เพื่อที่จะสามารถเลือกรูปแบบการวิเคราะห์ข้อมูลที่เหมาะสมและผลักดัน</span><a href="https://thedigitaltips.com/blog/news/marketing-strategy/"><span style="font-weight: 400;">กลยุทธ์การตลาด</span></a><span style="font-weight: 400;">ของธุรกิจคุณต่อไปได้ โดยรูปแบบการวิเคราะห์ข้อมูล (Analyzing Data) ที่เราจะแนะนำก็มีด้วยกันดังนี้</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Descriptive Analytics คือการวิเคราะห์แบบพื้นฐาน โดยวิเคราะห์สิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Diagnostic Analytics คือการวิเคราะห์เพื่อทำ Data-Driven แบบวินิจฉัย เป็นการค้นหาสาเหตุว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากปัจจัยใดผ่านการความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงกันทางใดทางหนึ่ง</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Prescriptive Analytics คือการวิเคราะห์แบบให้คำแนะนำ เป็นการวิเคราะห์เพื่อคาดการณ์สิ่งที่ควรจะทำในอนาคต</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Predictive &amp; Prescriptive Analytics คือการวิเคราะห์แบบพยากรณ์ หรือคาดการณ์แนวโน้มที่น่าจะเกิดขึ้นในอนาคต ด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลจากในอดีตเป็นวิธีที่นิยมใช้กันในการทำ Data Driven</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">การเลือกว่าคุณจะใช้รูปแบบการวิเคราะห์ข้อมูลสำหรับการทำ Data-Driven แบบใด ขึ้นอยู่กับลักษณะธุรกิจและแหล่งข้อมูลที่คุณได้เตรียมมาใช้ แต่ทั้งนี้ทุกรูปแบบการวิเคราะห์ข้อมูลก็มีข้อดี-ข้อเสียที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้นการทดลองทำหลาย ๆ แบบเพื่อหาผลลัพธ์ที่ดีที่สุดก็เป็นอีกหนึ่งเทคนิคที่จะทำให้คุณหารูปแบบการวิเคราะห์ข้อมูลสำหรับการทำ Data-Driven ที่เหมาะสำหรับธุรกิจของคุณมากที่สุดได้</span></p>
<h3><span style="font-weight: 400;"> 5. การนำ Data Insight มาประยุกต์ใช้งาน </span></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">หัวใจหลักของการทำ Data-Driven คือการเปลี่ยน Insights หรือผลของการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้มาให้นำมาสร้างผลลัพธ์กับธุรกิจให้ได้ โดยนำ Insights ที่ได้มาตั้งสมมติฐาน ทดลองทำสิ่งใหม่ ๆ และหมั่นวัดผลการทดลองอยู่เสมอ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลใหม่ที่ถูกต้องและมีประสิทธิภาพจากพฤติกรรมของลูกค้าจริง ๆ ข้อมูลเหล่านี้จะทำให้เราเข้าใจลูกค้าได้ดียิ่งขึ้นและทำให้ธุรกิจของคุณเติบโตได้อย่างก้าวกระโดดในยุคที่มีการแข่งขันกันสูงเหมือนในปัจจุบัน</span></p>
<h2><strong>5 ประโยชน์ของ Data-Driven ต่อธุรกิจในปัจจุบัน</strong></h2>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone  wp-image-8780" src="https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/image1-300x169.png" alt="ประโยชน์ Data-Driven Marketing" width="482" height="272" srcset="https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/image1-300x169.png 300w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/image1-1024x576.png 1024w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/image1-768x432.png 768w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/image1-1536x864.png 1536w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/image1.png 1920w" sizes="(max-width: 482px) 100vw, 482px" /></p>
<h3><span style="font-weight: 400;">1. Data-Driven ช่วยในการทำ Research Keyword เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูล Insight </span></h3>
<blockquote>
<p><span style="font-weight: 400;">“เว็บไซต์ที่อยู่ในหน้าแรกของ Google จะสามารถเพิ่ม Traffic เข้าเว็บไซต์ได้ถึง 95%”</span></p>
</blockquote>
<p><span style="font-weight: 400;">การทำ Data-Driven ช่วยในการทำ Research Keyword เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูล Insight ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะหากธุรกิจของคุณมีการนำข้อมูลในส่วนของเว็บไซต์ มาทำการวิเคราะห์เพื่อหาถึงสิ่งที่ผู้คนพูดถึงธุรกิจของคุณผ่านการใช้งาน <a href="https://thedigitaltips.com/blog/data-for-business/social-listening/">Social Listening Tools</a> คุณก็จะสามารถรู้ถึง Keyword สำคัญบางคำที่เป็นคำที่กลุ่มเป้าหมายกำลังพูดถึงหรือใช้ในการค้นหาธุรกิจของคุณ แล้วนำ Keyword เหล่านั้นมาใช้ในการทำ SEO เพื่อทำให้เว็บไซต์ได้ Traffic มากขึ้นจนติดอันดับการค้นหาบน Search Engine อีกทั้งคุณยังได้ทราบถึงข้อมูล Insight ที่สำคัญของลูกค้าจากการทำ Data-Driven ด้วยว่า พวกเขามีความต้องการอะไร (จากการทำ Keyword Research) แล้วนำความต้องการนั้นมาปรับกับการทำ SEO และพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการของคุณต่อไปในอนาคต</span></p>
<h3><span style="font-weight: 400;">2. Data-Driven ช่วยให้ธุรกิจรู้ความสัมพันธ์ของข้อมูลต่าง ๆ </span></h3>
<blockquote>
<p>89% ของผู้บริโภคเปลี่ยนใจซื้อสินค้า และบริการกับแบรนด์ที่ให้บริการแล้วสามารถมอบประสบการณ์เชิงบวกให้กับลูกค้าได้</p>
</blockquote>
<p><span style="font-weight: 400;">ในการทำ Data Driven นั้นถึงแม้ว่าจะไม่ใช่กลยุทธ์ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาสินค้าและบริการของเราโดยตรง แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เกี่ยวข้องกันทั้งหมดเพราะการทำ Data Driven ที่ดีนั้นจะช่วยให้ธุรกิจรู้ความสัมพันธ์ รู้ที่มาที่ไปของข้อมูลต่าง ๆ เช่น การรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าในด้านการบริการมีมากแค่ไหน รู้ว่าทำไมลูกค้าถึงเลือกใช้งานสินค้าและบริการของธุรกิจเรา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่หากคุณไม่ได้ใช้ Data เข้ามาวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย ก็อาจจะทำให้ตัวคุณไม่รู้ความสัมพันธ์ของข้อมูลส่วนสำคัญต่าง ๆ เช่น ยอดขายไม่เป็นไปตามเป้า เพราะสินค้าของเราไม่เป็นที่ต้องการในกลุ่มผู้บริโภคกลุ่มนั้น ๆ ดังนั้นการทำ Data Driven ในการทำการตลาดจะช่วยให้ธุรกิจออกแบบสินค้าและบริการต่าง ๆ ได้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้นผ่านการเข้าใจความสัมพันธ์ของข้อมูล</span></p>
<h3><span style="font-weight: 400;">3. Data-Driven ช่วยให้ธุรกิจสามารถวางกลยุทธ์ได้แม่นยำ จากการทำ Data Analysis </span></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การทำ Data-Driven ช่วยให้ธุรกิจสามารถวางกลยุทธ์ได้แม่นยำ จากการทำ Data Analysis ถือเป็นขั้นตอนไฮไลท์สำคัญที่จะบ่งบอกว่าการทำ Data Driven ของคุณมีประสิทธิภาพและนำไปใช้งานต่อได้จริงหรือไม่ เพราะการทำ Data Driven ที่ดีนั้นจะช่วยให้คุณสามารถวิเคราะห์และวัดผลลัพธ์ (Data Analysis) ทำให้คุณวางแผนกลยุทธ์ในการพัฒนาธุรกิจต่อไปได้ดียิ่งขึ้น แม่นยำ และไม่เสียเวลาไปกับการทำการตลาดที่ไม่มีทิศทางหรือไม่ตอบโจทย์ในการซื้อสินค้า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะแน่นอนว่าธุรกิจแต่ละประเภทมีกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างกัน อยู่ในพื้นที่ต่างกัน และมีการทำโฆษณาที่ไม่เหมือนกัน หากคุณสามารถวิเคราะห์ข้อมูลที่จะนำมาต่อยอดได้มากเท่าไหร่ การตัดสินใจในการทำกลยุทธ์ครั้งต่อไปก็จะทรงพลังและนำไปสร้างการเติบโตให้ธุรกิจได้จริง </span></p>
<h3><span style="font-weight: 400;">4. Data-Driven ช่วยในการวัดผลการดำเนินงาน จากการทำ Performance Tracking </span></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การทำ Data-Driven ยังมีส่วนช่วยในการวัดผลการดำเนินงานจากการทำ Performance Tracking ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้มาจาก Tools จำพวก Dashboard ที่คอยรายงานข้อมูลผลลัพธ์ในการทำการตลาดแบบ Real Time โดยเฉพาะการทำการตลาดแบบ Omni Channel ที่เป็นการทำการตลาดจากทั้งช่องทางออนไลน์ และช่องทางออฟไลน์ </span></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone  wp-image-8782" src="https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/image4-300x226.png" alt="Data Driven กับการทำ Performance Tracking" width="486" height="366" srcset="https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/image4-300x226.png 300w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/image4-768x579.png 768w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/image4.png 900w" sizes="(max-width: 486px) 100vw, 486px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยในการทำ Data-Driven Performance Tracking ที่ดีนั้นจะช่วยให้คุณเห็นถึงข้อมูลหรือความเปลี่ยนแปลงของผลลัพธ์ที่ได้แบบอัปเดตตลอดเวลา ซึ่งทำให้การวัดผลการดำเนินงานของคุณสามารถปรับแก้ได้อย่างรวดเร็ว ทันสถานการณ์ เรียกได้ว่าพบรอยรั่วตรงไหนก็แก้ไขปัญหาได้ทันที ซึ่งเป็นวิธีที่ดีมาก ๆ สำหรับในยุคการทำการตลาดดิจิทัลที่ต้องอาศัยความรวดเร็วในการทำงาน</span></p>
<h3><span style="font-weight: 400;">5. Data-Driven ช่วยทำให้ธุรกิจเข้าใจลูกค้า และพัฒนาสินค้าได้ตรงตามความต้องการ </span></h3>
<blockquote>
<p><span style="font-weight: 400;">Data-Driven Marketing ช่วยให้ผลตอบแทนจากการลงทุน หรือ ROI เพิ่มสูงขึ้นเมื่อนักการตลาดทำการตลาดแบบ Personalized ถึง 5-8 เท่า</span></p>
</blockquote>
<p><span style="font-weight: 400;">การวิเคราะห์ผลลัพธ์ที่ถูกต้องจะช่วยสร้างโอกาสให้ธุรกิจได้รู้จักกับลูกค้าของคุณมากขึ้นซึ่ง Data ที่นำมาวิเคราะห์นั้นสามารถใช้ข้อมูลด้าน Demographic และพฤติกรรมของลูกค้าในการใช้งานสื่อออนไลน์ต่าง ๆ รวมทั้งการเข้าเว็บไซต์ที่ธุรกิจสามารถนำผลลัพธ์ที่ได้มานั้นมาพัฒนาสินค้าและบริการต่อไปให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าต่อไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หรือก็คือการทำ Data Driven สามารถต่อยอดการทำการตลาดแบบ Personalization ที่ทำให้ธุรกิจตอบโจทย์ตรงใจมากขึ้น โดยสินค้าและบริการที่มีการปรับปรุงมาใหม่ จากการทำ Data Driven สามารถแก้ปัญหาของลูกค้าได้หรือตอบสนองความพึงพอใจได้มากขึ้น รวมทั้งการสร้าง<a href="https://thedigitaltips.com/blog/digital-tips-and-tricks/what-is-content/">คอนเทนต์</a>ให้ตอบโจทย์กับลูกค้าของคุณมากขึ้นได้อีกด้วย</span></p>
<p style="text-align: center;"> </p>
<h2><strong>ตัวอย่างแบรนด์ที่ใช้ Data-Driven ในการทำธุรกิจ</strong></h2>
<h4><span style="font-weight: 400;">ตัวอย่างที่ 1 : Netflix</span></h4>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone  wp-image-8786" src="https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/image8-300x186.png" alt="ตัวอย่าง Data-Driven ของ Netflix" width="574" height="356" srcset="https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/image8-300x186.png 300w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/image8-1024x635.png 1024w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/image8-768x476.png 768w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/image8.png 1406w" sizes="(max-width: 574px) 100vw, 574px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณเคยสงสัยไหมว่าทุกครั้งที่เข้า Netflix คุณจะได้พบกับคอนเทนต์ที่ตรงกับความต้องการหรือสไตล์ในการรับชมคอนเทนต์ของคุณเสมอ นั่นเป็นเพราะว่า Netflix มีการทำ Data Driven ที่ต้องการสร้าง Personalized Marketing ให้กับผู้ชมผ่านการใช้งานตัวเก็บข้อมูลพฤติกรรมการใช้งานของ User (Data-Driven) ที่เป็นเทคโนโลยี AI โดยจะคัดเลือกหนังในแนวเดียวกับที่เราชอบดูอยู่บ่อย ๆ (แม้จะกดดูแค่ไม่กี่ตอน) หรือเคยกดค้นหาเอาไว้ขึ้นมาแสดงให้ User เห็นก่อนเป็นอันดับแรกเสมอ รวมถึงภาพ Thumbnails ของคอนเทนต์แต่ละเรื่องทาง Netflix ก็จะมีการใช้ AI ตัวเดียวกันในการปรับเปลี่ยนภาพไปตามสไตล์การใช้งานของผู้ใช้แต่ละคนด้วย </span></p>
<h4><span style="font-weight: 400;">ตัวอย่างที่ 2 : Spotify</span></h4>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone  wp-image-8784" src="https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/image6-300x169.png" alt="ตัวอย่างที่ Data-Driven : Spotify" width="538" height="303" srcset="https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/image6-300x169.png 300w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/image6-1024x576.png 1024w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/image6-768x432.png 768w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/image6-1536x864.png 1536w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/11/image6.png 1999w" sizes="(max-width: 538px) 100vw, 538px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Spotify มีการทำ Data Driven ที่น่าสนใจและแหวกแนวมาก ๆ ก็คือการสร้างฟีเจอร์ที่ชื่อว่า Wrapped ขึ้นมาโดยฟีเจอร์นี้จะเปิดให้ใช้งานเฉพาะช่วงสิ้นปีเท่านั้น ซึ่งจะเป็นการนำ AI ของ Spotify มารวบรวมข้อมูลของผู้ใช้งานแต่ละคนว่าในปีนั้นทั้งปี พวกเขาฟังเพลงอะไร ศิลปินคนไหน แนวเพลงที่ชอบ มากที่สุดในแต่ละปีเป็นอย่างไร หรือพูดง่าย ๆ ว่าเหมือนเป็น Report การใช้งานของ User แต่ละคน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Spotify เลือกที่จะนำ Data Driven ที่ตัวเองเก็บมาได้จาก User แต่ละคนมาโชว์ให้ผู้ใช้งานได้ทราบและสามารถแชร์ออกไปยัง Social Media ต่าง ๆ  ซึ่งถือว่าได้ประโยชน์กันทั้ง 2 ฝ่าย ฝั่ง User เองก็จะได้ข้อมูล Insight ของตัวเองและยังสร้างคอนเทนต์แสดงรสนิยมการฟังเพลงของตัวเองให้ผู้ติดตามใน Social Media ทราบได้ ฝั่ง Spotify เองก็ได้ทั้ง Brand Exposure จากการแชร์ของ User, ได้ผู้ใช้งานใหม่ ๆ และมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีให้กับ User จากการทำ Data-Driven ได้แบบเต็ม ๆ </span></p>
<h2><strong>ข้อสรุปของ Data Driven </strong></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ประโยชน์ของ Data Driven นั้นมีมากมายที่จะช่วยให้ธุรกิจของคุณมีการพัฒนาสินค้าและบริการให้ตอบโจทย์กับความต้องการของลูกค้า ซึ่งถ้าหากเราสามารถปรับกลยุทธ์ และนำมาใช้ได้อย่างถูกต้องเหมาะสมแล้วนั้นก็จะยิ่งทำให้ธุรกิจของคุณสามารถสร้างการเติบโตได้ในอนาคตของการทำการตลาดดิจิทัล อีกทั้งการทำ Data Driven ยังต่อยอดไปสู่การนำข้อมูลมาประยุกต์ใช้กับธุรกิจแบบอื่น ๆ เช่น </span><span style="font-weight: 400;">Data Science</span><span style="font-weight: 400;">, Data Analysis หรือการทำธุรกิจไปสู่โลก </span><a href="https://thedigitaltips.com/blog/news/metaverse/"><span style="font-weight: 400;">Metaverse</span></a><span style="font-weight: 400;"> ที่จะเข้ามามีบทบาทในระยะเวลาอีกไม่นาน</span></p>
<p><br /><br /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อ้างอิงข้อมูล </span><span style="font-weight: 400;"><br /></span><span style="font-weight: 400;">Sisense Team, 5 Steps to Data-Driven Business Decisions, </span><a href="https://www.sisense.com/blog/5-steps-to-data-driven-business-decisions/"><span style="font-weight: 400;">https://www.sisense.com/blog/5-steps-to-data-driven-business-decisions/</span></a><span style="font-weight: 400;"> <br /></span><span style="font-weight: 400;">Michelle Knight, What Is Data-Driven?, March 31, 2021, </span><a href="https://www.dataversity.net/what-is-data-driven/"><span style="font-weight: 400;">https://www.dataversity.net/what-is-data-driven/</span></a><span style="font-weight: 400;"> <br /></span><span style="font-weight: 400;">Stéphane Kirchacker, 6 Ways a Data-Driven Approach Helps Your Organization Succeed, </span><a href="https://www.sinequa.com/blog/intelligent-enterprise-search/6-ways-a-data-driven-approach-helps-your-organization-succeed/"><span style="font-weight: 400;">https://www.sinequa.com/blog/intelligent-enterprise-search/6-ways-a-data-driven-approach-helps-your-organization-succeed/</span></a><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p>The post <a href="https://thedigitaltips.com/blog/data-for-business/data-driven/">Data-Driven กลยุทธ์ขับเคลื่อนธุรกิจด้วยข้อมูล</a> appeared first on <a href="https://thedigitaltips.com">Digital Tips Academy</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Data Analytics คืออะไร พร้อมตัวอย่างการใช้ Big Data เพื่อต่อยอดธุรกิจ</title>
		<link>https://thedigitaltips.com/blog/data-for-business/data-analytic/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[The Digital Tips]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 20 Sep 2022 13:13:23 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Data for Business]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://thedigitaltips.com/?p=8436</guid>

					<description><![CDATA[<p>Data Analytics คืออะไร, Data Analysis คืออะไร - ตอบทุกข้อสงสัยเกี่ยวกับ Data Analytics และสายอาชีพที่เกี่ยวข้อง พร้อมตัวอย่าง อ่านเลย!</p>
<p>The post <a href="https://thedigitaltips.com/blog/data-for-business/data-analytic/">Data Analytics คืออะไร พร้อมตัวอย่างการใช้ Big Data เพื่อต่อยอดธุรกิจ</a> appeared first on <a href="https://thedigitaltips.com">Digital Tips Academy</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[


<p><span style="font-weight: 400;">ในยุคนี้ใคร ๆ ก็พูดถึงเรื่อง “Data” เพราะนี่คือหัวใจสำคัญของการทำ</span> <a href="https://thedigitaltips.com/blog/marketing/digital-marketing/"><span style="font-weight: 400;">Digital Marketing</span></a> <span style="font-weight: 400;">ที่ทำให้ธุรกิจ</span><span style="font-weight: 400;"><br /></span><span style="font-weight: 400;">ขับเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่แค่เรื่องของการมีข้อมูลลูกค้าไว้ในมือ แต่ยังต้องสามารถนำข้อมูลเหล่านั้นมาวิเคราะห์ หรือทำ </span><span style="font-weight: 400;">Data Analytics</span><span style="font-weight: 400;"> เพื่อนำมาปรับใช้กับการวาง</span><a href="https://thedigitaltips.com/blog/news/marketing-strategy/"><span style="font-weight: 400;">กลยุทธ์การตลาด</span></a><span style="font-weight: 400;"> รวมถึงการทำนายแนวโน้มพฤติกรรมการบริโภคในอนาคตได้อีกด้วย</span></p>
<hr />
<p> </p>





<hr class="wp-block-separator has-alpha-channel-opacity"/>



<h2><strong>Data Analytics คืออะไร</strong></h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-10961" src="https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/09/What-is-Data-Analytics-.png" alt="ความหมายของ Data Analytics 
" width="602" height="335" srcset="https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/09/What-is-Data-Analytics-.png 602w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/09/What-is-Data-Analytics--300x167.png 300w" sizes="(max-width: 602px) 100vw, 602px" /></p>
<p><b>Data Analytics คือ</b><b> การจัดระเบียบและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างละเอียด เพื่อนำข้อมูลที่ได้ไปใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ ต่อไป โดยอาศัยข้อมูลจาก “Big Data”</b><span style="font-weight: 400;"> ประกอบกับ <a href="https://thedigitaltips.com/blog/news/martech/">MarTech</a> ต่าง ๆ หรือข้อมูลปริมาณมหาศาลที่องค์กรเก็บไว้ ทั้งนี้ สำหรับฝ่ายการตลาดหรือองค์กรที่เกี่ยวกับการตลาด การทำ </span><span style="font-weight: 400;">Data Analytics </span><span style="font-weight: 400;">ย่อมเป็นไปเพื่อการศึกษาความต้องการของลูกค้าและพัฒนา Process การทำงานภายในองค์กร</span></p>
<p> </p>
<h2><strong>Data Analytics มีความสำคัญอย่างไร</strong></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การทำ </span><span style="font-weight: 400;">Data Analytics</span><span style="font-weight: 400;"> มีประโยชน์สำหรับธุรกิจหลายด้าน ตั้งแต่การทำความเข้าใจสถานการณ์ทางการตลาด ไปจนถึงการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างการเริ่มทำแคมเปญส่งเสริมการขายต่าง ๆ ซึ่งเราสามารถสรุปความสำคัญของ </span><span style="font-weight: 400;">Data Analytics</span><span style="font-weight: 400;"> ได้ดังนี้</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-10963" src="https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/09/ความสำคัญของ-Data-Analytics-.png" alt="ความสำคัญของ Data Analytics 
" width="800" height="508" srcset="https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/09/ความสำคัญของ-Data-Analytics-.png 800w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/09/ความสำคัญของ-Data-Analytics--300x191.png 300w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/09/ความสำคัญของ-Data-Analytics--768x488.png 768w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>ช่วยในการทำ Market Research</b></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">ประโยชน์ข้อแรกของการทำ </span><span style="font-weight: 400;">Data Analytics คือ</span><span style="font-weight: 400;"> การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อให้ได้มาซึ่ง Insight ของตลาด ที่จะทำให้เข้าใจลูกค้าและเข้าใจโอกาสทางธุรกิจมากที่สุด </span><span style="font-weight: 400;">Data Analytics</span><span style="font-weight: 400;"> จึงนับเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการทำ Market Research รูปแบบหนึ่ง เพราะช่วยทำให้ธุรกิจรู้ว่า Market Trends ของธุรกิจเป็นอย่างไร รู้ว่ามี Market Size เท่าไหร่ รู้ว่ามี Margin ในตลาดมากน้อยแค่ไหน หรือรู้ว่า</span><a href="https://thedigitaltips.com/blog/news/swot-analysis/"><span style="font-weight: 400;"> SWOT คือ</span></a><span style="font-weight: 400;">อะไรสำหรับธุรกิจนั่นเอง</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>ช่วยให้เข้าใจในสถานการณ์ต่าง ๆ จากข้อมูลที่มีอยู่</b></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">การทำ </span><span style="font-weight: 400;">Data Analytics</span><span style="font-weight: 400;"> หรือที่บางท่านอาจเรียกว่า </span><span style="font-weight: 400;">Big Data Analytics คือ</span><span style="font-weight: 400;"> การรวบรวมข้อมูลดิบจำนวนมหาศาลที่กระจัดกระจายและไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ มาจัดเรียงและวิเคราะห์ เพื่อทำให้ธุรกิจสามารถมองเห็นความสัมพันธ์ของข้อมูลชุดต่าง ๆ หรือข้อมูลกับบริบทที่มีอยู่ได้มากขึ้น เช่น รู้ว่ายอดขายเป็นอย่างไร สินค้าตัวไหนขายดี </span><a href="https://thedigitaltips.com/blog/news/customer-journey/"><span style="font-weight: 400;">Customer Journey คือ</span></a><span style="font-weight: 400;">อะไร เป็นแบบไหน และจะทำอย่างไรให้สามารถเข้าถึงเส้นทางของผู้บริโภคได้อย่างตรงจุด ฯลฯ หลังจากนั้นก็จะได้วาง Strategic Planning ที่ตอบโจทย์กับข้อสรุปที่ได้จากการวิเคราะห์ต่อไป ดังนั้น </span><span style="font-weight: 400;">Data Analytics</span><span style="font-weight: 400;"> จึงถือเป็นอีกหนึ่งกระบวนการ ที่ทำให้ธุรกิจเข้าใจสถานการณ์ของตัวเอง และหาหนทางเดินต่อไปได้ง่ายขึ้น</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>ช่วยแก้ปัญหาให้กับธุรกิจ</b></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">การทำ </span><span style="font-weight: 400;">Big Data Analytics คือ</span><span style="font-weight: 400;"> จุดเปลี่ยนสำหรับหลาย ๆ ธุรกิจ เนื่องจากข้อมูลที่นำมาวิเคราะห์เพื่อหาปัจจัยและต้นเหตุของสิ่งต่าง ๆ จะช่วยไขข้อสงสัยหรือปัญหาที่ธุรกิจเผชิญอยู่ได้เป็นอย่างดี ตัวอย่างเช่น หากธุรกิจของคุณกำลังประสบปัญหาเรื่อง ROI ไม่เคยถึงเป้าหมาย การพยายามคาดเดาสาเหตุอาจไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ แต่ถ้าใช้การทำ </span><span style="font-weight: 400;">Data Analytics</span><span style="font-weight: 400;"> คุณจะสามารถวิเคราะห์ข้อมูลที่มีอยู่ออกมาเป็นรายงาน ซึ่งจะทำให้ค้นพบสาเหตุว่าเกิดจากจุดไหนได้อย่างแม่นยำ เป็นต้น</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>ช่วยในการปรับปรุงการวัดผลลัพธ์</b></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">การทำ Digital Marketing ให้ประสบผลสำเร็จต้องสามารถวัดผลลัพธ์ทางการตลาดได้อย่างถูกต้อง ซึ่งผลลัพธ์ที่ว่าก็มาจากการทำ </span><span style="font-weight: 400;">Data Analytics </span><span style="font-weight: 400;">และการทำ Performance Tracking ที่มีประสิทธิภาพ โดยพึ่งพาเครื่องมือต่าง ๆ เช่น </span><a href="https://thedigitaltips.com/blog/google/google-analytics/"><span style="font-weight: 400;">Google Analytics</span></a><span style="font-weight: 400;">, Google Search Comsole, </span><a href="https://thedigitaltips.com/blog/google/google-tag-manager/"><span style="font-weight: 400;">Google Tag Manager</span></a><span style="font-weight: 400;"> หรือหน้า Insights ของฟีเจอร์ซื้อโฆษณาบน Social Media ต่าง ๆ หลังจากนั้นจึงจะสามารถนำข้อมูลและผลลัพธ์ที่ได้มาใช้สนับสนุนการตัดสินใจต่างที่แม่นยำมากขึ้น</span></p>
<hr />
<h2><strong>4 รูปแบบของการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics)</strong></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่ดีและมีคุณภาพ นักการตลาดจำเป็นที่จะต้องทำความรู้จักกับรูปแบบของการวิเคราะห์ข้อมูล (</span><span style="font-weight: 400;">Data Analytics</span><span style="font-weight: 400;">) ที่จะทำให้ได้ข้อมูลสำคัญตามต้องการ โดยจะแบ่งออกเป็น 4 รูปแบบ ดังนี้</span></p>
<h3><strong>1. การวิเคราะห์ข้อมูลแบบพื้นฐาน (Descriptive Analytics)</strong></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การวิเคราะห์ข้อมูลแบบพื้นฐาน หรือ </span><span style="font-weight: 400;">Descriptive Analytics คือ</span><span style="font-weight: 400;"> การวิเคราะห์ข้อมูลขั้นแรกเพื่อแสดงผลของสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นรายการธุรกิจ เหตุการณ์ หรือกิจกรรมต่าง ๆ ให้ออกมาในรูปแบบที่ง่ายต่อความเข้าใจหรือต่อการตัดสินใจ </span><b>จากการใช้ตัวแปรแค่ตัวแปรเดียว (Univariate Analysis)</b><span style="font-weight: 400;"> โดยใช้เทคนิคทางสถิติ เช่น การหาค่ากลาง หาการกระจายตัว หาค่าเฉลี่ย หาผลรวม เป็นต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ซึ่งการหาผลลัพธ์เหล่านี้จะถูกนำเสนอออกมาเป็นรายงานต่าง ๆ ยกตัวอย่างเช่น </span><b>รายงานการขาย รายงานผลการดำเนินงานที่อาจจะบอกได้ว่า เดือนนี้มียอดขายเท่าไร สินค้าตัวไหนขายดีที่สุด มีคนเยี่ยมชมเว็บไซต์กี่คน เป็นต้น</b><span style="font-weight: 400;"> เพื่อทำให้ธุรกิจรู้ว่าตอนนี้สถานการณ์ของธุรกิจกำลังเป็นอย่างไร ทั้งนี้ </span><span style="font-weight: 400;">Descriptive Analytics คือ</span><span style="font-weight: 400;"> การวิเคราะห์ข้อมูลขั้นต้นที่จำเป็นสำหรับทุก ๆ องค์กร</span></p>
<h3><strong>2. การวิเคราะห์แบบเชิงวินิจฉัย (Diagnostic Analytics) </strong></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การวิเคราะห์แบบเชิงวินิจฉัย หรือ </span><b>Diagnostic Analytics คือ</b><b> การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อเจาะลึกลงไปถึงสาเหตุของสิ่งที่เกิดขึ้นจะมีความลึกกว่าการวิเคราะห์ข้อมูลแบบพื้นฐาน</b><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เนื่องจากจะต้องหาความสัมพันธ์ระหว่าง</span><b>ตัวแปรตั้งแต่สองตัวแปรขึ้นไป (Multivariate Analysis) </b><span style="font-weight: 400;">เพื่อดูว่าตัวแปรเหล่านั้นมีความสัมพันธ์กันหรือส่งผลกระทบกันอย่างไรบ้าง ซึ่งจะช่วยทำให้ธุรกิจรู้ว่า ทำไมจึงเกิดสิ่งนี้ขึ้นหรือสิ่งนี้เกิดขึ้นเพราะอะไร อาทิ ความสัมพันธ์ระหว่างยอดขายต่อกิจกรรมทางการตลาด โดยจะต้องหาว่ามีอะไรที่ทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นหรือลดลง อย่างเช่น </span><b>ทำไมชานมไข่มุกถึงขายดีในช่วงเย็น เวลาเลิกเรียนหรือเลิกงานมีผลต่อการขายหรือไม่ เป็นต้น</b></p>
<h3><strong>3. การวิเคราะห์แบบพยากรณ์ (Predictive Analytics) </strong></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การวิเคราะห์แบบพยากรณ์ หรือ </span><b>Predictive Analytics คือ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงทำนาย เพื่อดูแนวโน้มหรือพยากรณ์ว่าอาจจะเกิดอะไรขึ้น</b><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งการทำ </span><span style="font-weight: 400;">Data Analytics</span><span style="font-weight: 400;"> รูปแบบนี้ จะให้ความสำคัญกับเครื่องมือที่ใช้ หรือที่เรียกว่า Predictive Analytics Platform เป็นอย่างมาก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งนี้ </span><span style="font-weight: 400;">Predictive Analytics Platform คือ</span><span style="font-weight: 400;"> ซอฟต์แวร์ที่ช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงทำนาย เพื่อหาโอกาสและความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต เช่น หาข้อมูลว่า </span><b>สินค้าหรือบริการอะไรจะขายดี มีใครที่จะกลายเป็นลูกค้าในอนาคตบ้าง ยอดขายในอีก 2 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร เป็นต้น</b><span style="font-weight: 400;"> โดยจะวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านี้ออกมาในรูปแบบของกราฟหรือเทรนด์เป็นหลัก</span></p>
<h3><strong>4. การวิเคราะห์แบบให้คำแนะนำ (Prescriptive Analytics)</strong></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">การวิเคราะห์แบบให้คำแนะนำ หรือ </span><b>Prescriptive Analytics คือ</b><b> การวิเคราะห์ข้อมูลในรูปแบบที่ซับซ้อนที่สุดเพื่อหาว่า ควรที่จะปรับปรุง แก้ไขปัญหา หรือพัฒนาอะไรบ้าง หรือมองหาแนวทางในการรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น</b><span style="font-weight: 400;"> เรียกได้ว่าเป็นการพยากรณ์ถึงสิ่งต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น ทั้งในแง่ของข้อดี ข้อเสีย สาเหตุ และระยะเวลาของสิ่งที่จะเกิดขึ้น รวมถึงยังให้คำแนะนำทางเลือกและผลของแต่ละทางเลือกเอาไว้ด้วย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยกตัวอย่างคำถามที่มักจะใช้การวิเคราะห์แบบให้คำแนะนำ เช่น ควรที่จะต้องทำการตลาดในช่องทางไหน ในงบประมาณที่เท่าไหร่ถึงจะดี ต้นทุนเท่านี้ควรตั้งราคาสินค้าเท่าไหร่ เป็นต้น</span></p>
<hr />
<h2><strong>บทบาทของ Data Analytics</strong></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การทำ </span><span style="font-weight: 400;">Data Analytics คือ</span><span style="font-weight: 400;"> การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก จึงมีบทบาทอย่างมากในการขยายขีดความสามารถของการตลาดให้สมบูรณ์แบบ ผ่านการใช้ทีมงานนักวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analyst) ที่มีความรู้เรื่อง </span><a href="https://thedigitaltips.com/blog/marketing/data-science/"><span style="font-weight: 400;">Data Science</span></a><span style="font-weight: 400;"> เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ทางสถิติ (Statistics) ที่น่าเชื่อถือมากพอ จากนั้นองค์กรจึงนำผลลัพธ์เหล่านั้นมาจัดทำเป็น Databases เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจ ทั้งนี้ Databases ที่ดีจะได้มาก็ต่อเมื่อมี Data และ Machine Learning ที่ทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพเท่านั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และเพื่อให้ได้มาซึ่ง Data ที่มีคุณภาพ ทีมงานที่ทำ </span><span style="font-weight: 400;">Data Analytics</span><span style="font-weight: 400;"> จำเป็นต้องแบ่งข้อมูลในด้านต่าง ๆ ออกเป็น 4 รูปแบบ เพื่อจะได้เลือกใช้วิธีการวิเคราะห์ได้อย่างถูกต้อง ดังนี้</span></p>
<h3><strong>เหมืองข้อมูล (Data Mining)</strong></h3>
<p><b>การทําเหมืองข้อมูล (Data Mining)</b><span style="font-weight: 400;"> หรือ การค้นหาความรู้ในฐานข้อมูล (Knowledge Discovery in Databases – KDD) </span><b>คือ การดึงเอาความรู้ออกมาจากข้อมูลขนาดใหญ่ โดยอาศัยหลักสถิติ การรู้จํา การเรียนรู้ของเครื่องมือ</b><span style="font-weight: 400;"> โดยจะประกอบไปด้วย 3 ส่วนด้วยกัน ได้แก่ Preprocessing คือ ขั้นตอน</span><span style="font-weight: 400;"><br /></span><span style="font-weight: 400;">การจัดเตรียมข้อมูล Data Cleaning ขั้นตอนในการกำจัดข้อมูลที่ไม่ต้องการ และ Data Integration ขั้นตอนในการรวบรวมข้อมูลทั้งหมดที่มีจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ มาไว้ด้วยกัน </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-10964" src="https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/09/Data-Analytics-Data-Mining.png" alt="การทําเหมืองข้อมูล (Data Mining)
" width="728" height="416" srcset="https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/09/Data-Analytics-Data-Mining.png 728w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/09/Data-Analytics-Data-Mining-300x171.png 300w" sizes="(max-width: 728px) 100vw, 728px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เครื่องมือที่ใช้ในการทำเหมืองข้อมูลมีหลายประเภท อาทิ การใช้ SQL Database เครื่องมือที่ได้รับการยอมรับในมาตรฐาน American National Standards Institute (ANSI) จะใช้ในการดึงข้อมูล คำนวณข้อมูล เปลี่ยนแปลงข้อมูล ลบข้อมูล ไปจนถึงหาความเชื่อมโยงข้อมูลที่เหมือนกันในฐานข้อมูล (Relational Database) แล้วจึงนำมาเสนอข้อมูลในรูปแบบที่เข้าใจง่ายต่อไป</span></p>
<h3><strong>การจัดการข้อมูล (Data Management)</strong></h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-10965" src="https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/09/Data-Analytics-Data-Management.png" alt="การจัดการข้อมูล (Data Management)
" width="1000" height="613" srcset="https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/09/Data-Analytics-Data-Management.png 1000w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/09/Data-Analytics-Data-Management-300x184.png 300w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/09/Data-Analytics-Data-Management-768x471.png 768w" sizes="(max-width: 1000px) 100vw, 1000px" /></p>
<p><b>การจัดการข้อมูล (Data Management) คือ กระบวนการที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลของบริษัท</b><span style="font-weight: 400;"> ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมข้อมูล การควบคุมการเข้าถึงข้อมูล การเก็บรักษา การบำรุงรักษา ตลอดจนการทำลายข้อมูลตามวงจรชีวิตของข้อมูล นอกจากนี้ การจัดการข้อมูลยังรวมไปถึงการวางแผนการใช้ข้อมูล ตรวจสอบ ประมวลผลและส่งมอบข้อมูล ซึ่งเทคโนโลยีที่นำมาจัดการข้อมูลเหล่านี้คือ Data Warehousing ที่ใช้ได้ทั้งการจัดเก็บ ประมวลผล เรียกใช้ และเผยแพร่ข้อมูลได้ในเครื่องมือเดียว</span></p>
<h3><strong>การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงสถิติ (Statistical Analysis)</strong></h3>
<p><b>การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงสถิติ (Statistical Analysis) คือ การนำข้อมูลหลาย ๆ ค่ามาวิเคราะห์โดยไม่เจาะจงข้อมูลค่าใดค่าหนึ่ง</b><span style="font-weight: 400;"> เพื่อการศึกษาหรือการวัดผลลัพธ์ที่ต้องการความแม่นยำและความน่าเชื่อถือสูง </span></p>
<h3><strong>การนำเสนอข้อมูล (Data Presentation)</strong></h3>
<p><b>การนำเสนอข้อมูล (Data Presentation) คือ การนำข้อมูลดิบที่เก็บรวบรวมมาได้ นำมาจัดให้อยู่ในรูปแบบที่สามารถเข้าใจ มองเห็นความหมายและสาระสำคัญ</b><span style="font-weight: 400;"> ตลอดจนทำการเปรียบเทียบข้อมูลผ่านการนำเสนอที่สามารถเห็นถึงความแตกต่างได้อย่างชัดเจนอีกด้วย</span></p>
<hr />
<h2><strong>ขั้นตอนการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analysis)</strong></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังที่เราได้กล่าวไปข้างต้นถึงความแตกต่างระหว่าง </span><span style="font-weight: 400;">Data Analytics</span><span style="font-weight: 400;"> กับ Data Analysis ซึ่งหากจะอธิบายให้เข้าใจง่ายขึ้น Data Analysis ก็คือกระบวนการในการทำ </span><span style="font-weight: 400;">Data Analytics</span><span style="font-weight: 400;"> นั่นเอง และในหัวข้อนี้ เราจะมาทำความเข้าใจว่า </span><span style="font-weight: 400;">Data Analysis หมายถึง</span><span style="font-weight: 400;">กระบวนการแบบไหน และมีขั้นตอนอย่างไรบ้าง</span></p>
<ol>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ขั้นตอนแรกของการทำ </span><span style="font-weight: 400;">Data Analysis คือ</span><b> การกำหนดและจัดกลุ่มข้อมูล</b><span style="font-weight: 400;"> โดยค่าของข้อมูลอาจเป็นตัวเลขหรือแบ่งตามหมวดหมู่ก็ได้ เช่น อาจจะแยกตามอายุ ข้อมูลประชากร รายได้ เพศ ฯลฯ <br /><br /></span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">เมื่อทราบแล้วว่าต้องการข้อมูลอะไรบ้าง ขั้นตอนต่อไปของการทำ </span><span style="font-weight: 400;">Data Analysis คือ </span><b>การรวบรวมข้อมูลเพื่อนำมาวิเคราะห์ โดยใช้เครื่องมือต่าง ๆ </b><span style="font-weight: 400;">เช่น คอมพิวเตอร์ แหล่งที่มา กล้อง สิ่งแวดล้อม หรือผ่านบุคลากร ฯลฯ ในการรวบรวมข้อมูลได้<br /><br /></span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">เมื่อเก็บรวบรวมข้อมูลแล้ว จะต้องมี</span><b>การจัดระเบียบเพื่อให้สามารถวิเคราะห์ได้ง่าย</b><span style="font-weight: 400;"> โดยอาจจะใช้เครื่องมือการวิเคราะห์ข้อมูลเข้ามาช่วยเหลือ เช่น การใช้ซอฟต์แวร์ การใช้ Spreadsheets ฯลฯ เพื่อให้สามารถนำข้อมูลสถิติมารวบรวม แล้วรอการทำความสะอาดและวิเคราะห์ต่อไป<br /><br /></span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ขั้นตอนต่อไปของการทำ </span><span style="font-weight: 400;">Data Analysis คือ</span> <b>การทำความสะอาดข้อมูลก่อนการวิเคราะห์</b><span style="font-weight: 400;"> โดยจะต้อง</span><b>ตรวจสอบให้แน่ใจว่าไม่มีการทำซ้ำหรือข้อผิดพลาด</b><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งจะส่งผลต่อการตีความข้อมูลได้ ดังนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องทำการล้างข้อมูลที่ใช้ไม่ได้ และจัดเรียงใหม่ให้เป็นระบบ เพื่อทำให้ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำที่สุด<br /><br /></span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>ขั้นตอนที่สำคัญที่สุดของการทำ Data Analysis หรือ </b><b>Big Data Analysis คือ</b><b> การวิเคราะห์ข้อมูล</b><span style="font-weight: 400;"> โดยจะต้องเลือกรูปแบบของการวิเคราะห์ข้อมูล (</span><span style="font-weight: 400;">Data Analytics</span><span style="font-weight: 400;">) ที่จะนำมาใช้ในการวิเคราะห์ พร้อมตั้งโจทย์และคำถามที่ต้องการใช้ในการหาคำตอบเอาไว้ด้วย ทั้งนี้ ก็เพื่อนำมาสรุปเป็นความรู้ (Knowledge) หรือข้อมูลเชิงลึก (Insight) ที่ดีขึ้นนั่นเอง</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ขั้นตอนสุดท้าย คือ การตีความและนำเสนอข้อมูล โดยการแบ่งปันความรู้และข้อมูลเชิงลึกให้กับบุคคลหรือหน่วยงานอื่น ๆ ที่ต้องการข้อมูลเพื่อนำไปใช้ในรูปแบบที่เข้าใจง่าย เช่น การนำเสนอข้อมูลออกมาในรูปแบบของแผนภูมิหรือกราฟ เป็นต้น</span></li>
</ol>
<hr />
<h2><span style="font-weight: 400;">12 เครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics Tools)</span></h2>
<h3><strong>Crunching Number</strong></h3>
<p><a href="https://www.netsuite.com/portal/resource/articles/erp/data-crunching.shtml"><span style="font-weight: 400;">Crunching Number</span></a><span style="font-weight: 400;"> คือ เครื่องมือที่ใช้ในการเตรียมข้อมูลดิบจำนวนมากสำหรับการทำ </span><span style="font-weight: 400;">Data Analytics</span><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งรวมถึงการแยกข้อมูลและการจัดรูปแบบข้อมูลที่ไม่ต้องการ การแปลข้อมูลเป็นรูปแบบที่ต้องการ และการจัดโครงสร้างสำหรับการวิเคราะห์หรือการประมวลผลโดยแอปพลิเคชันอื่น ๆ ด้วย โดยจะ</span><b>เริ่มต้นจากการอ่านข้อมูลดิบ (Raw Data) หลังจากนั้นทำการแปลงข้อมูล (Convert Data) จากรูปแบบเดิมไปเป็นรูปแบบที่เครื่องมือสามารถวิเคราะห์ได้ และสุดท้ายคือขั้นตอนการส่งออก</b><span style="font-weight: 400;">ไปยังไฟล์หรือฐานข้อมูลที่จะใช้สำหรับการวิเคราะห์ ซึ่งบริษัททั่วไปมักจะย้ายข้อมูลไปยังคลังข้อมูล ที่เป็นฐานข้อมูลเฉพาะสำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลจากทั่วทั้งบริษัท </span></p>
<h3><strong>SQL Server Analysis Services</strong></h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-10968" src="https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/09/SQL-Server-Analysis-Services.png" alt="Data Analytics Tools - SQL Server Analysis Services
" width="600" height="429" srcset="https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/09/SQL-Server-Analysis-Services.png 600w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/09/SQL-Server-Analysis-Services-300x215.png 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><a href="https://learn.microsoft.com/en-us/analysis-services/ssas-overview?view=asallproducts-allversions"><span style="font-weight: 400;">SQL Server Analysis Services</span></a><span style="font-weight: 400;"> คือ</span><span style="font-weight: 400;"> ตัวช่วยชั้นยอดของการทำ </span><span style="font-weight: 400;">Data Analytics</span><span style="font-weight: 400;"> ใช้สำหรับ</span><b>จัดการ Data Model ระดับ Enterprise</b><span style="font-weight: 400;"> โดยจะนำข้อมูลจากคลังข้อมูลที่ได้ไปสร้างแบบจำลองการวิเคราะห์ เช่น Cube และ Subspace มักใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ที่ต้องการความรวดเร็ว</span></p>
<h3><strong>Manipulate Databases</strong></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">Manipulate Databases คือ เครื่องมือหรือหน้าที่หลักของระบบจัดการฐานข้อมูล (DBMS) ที่</span><b>ช่วยในการจัดการข้อมูล เช่น การเพิ่มข้อมูลใหม่ การเปลี่ยนแปลงค่าของข้อมูลที่มีอยู่ การจัดระเบียบข้อมูลใหม่</b><span style="font-weight: 400;"><br /></span><span style="font-weight: 400;">รวมถึงสามารถทำการดึงข้อมูลเฉพาะจากฐานข้อมูลมาใช้งานได้ เช่น การค้นหาเฉพาะพนักงานที่ได้รับการว่าจ้างภายในปีที่แล้วหรือผู้ที่ดำรงตำแหน่งบางตำแหน่ง เป็นต้น</span></p>
<h3><strong>Python</strong></h3>
<p><b>Python คือ ภาษาการเขียนโปรแกรมที่ใช้อย่างแพร่หลาย เป็นภาษาที่มีความยืดหยุ่นสูงมาก ทำให้ง่ายต่อการเขียน และมีฟังก์ชันในการใช้งานมากมาย</b><span style="font-weight: 400;"> รวมถึงเป็นภาษา Open Source ใช้งานได้ฟรี ง่ายต่อการเรียนรู้ สามารถต่อยอดได้จริง ทีม Data Analyst ที่ทำ </span><span style="font-weight: 400;">Data Analytics</span><span style="font-weight: 400;"> จึงนิยมใช้ภาษานี้ในการใช้งานโปรแกรมจัดการข้อมูล นอกจากนี้ ภาษา Python ยังสามารถใช้ร่วมกับไลบรารีต่าง ๆ เช่น NumPy, Pandas, Matplotlib และ Scikit-Learn ได้อีกด้วย</span></p>
<h3><strong>Power BI </strong></h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-10969" src="https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/09/Power-BI-1024x575.png" alt="Data Analytics Tools - Power BI
" width="1024" height="575" srcset="https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/09/Power-BI-1024x575.png 1024w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/09/Power-BI-300x169.png 300w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/09/Power-BI-768x432.png 768w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/09/Power-BI-1536x863.png 1536w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/09/Power-BI.png 1826w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><b>Power BI คือ เครื่องมือในการวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจ (Business Analytics Tool) โดยจะทำหน้าที่แปลงข้อมูลปกติให้เป็นข้อมูลเชิงลึก และสร้างรายงาน</b><span style="font-weight: 400;"> เพื่อสร้างการแสดงข้อมูลและเรื่องราวของข้อมูลที่มีผลกระทบกับองค์กรอย่างชัดเจนมากขึ้น ทำให้องค์กรสามารถตัดสินใจโดยใช้ข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ Power BI ยังมีอินเทอร์เฟซผู้ใช้ที่ใช้งานง่าย สามารถรวมเข้ากับแอป Microsoft ได้ เข้าถึงข้อมูลเชิงลึกด้วยแดชบอร์ด และสร้างแผนภาพข้อมูลขั้นสูงเพื่อสื่อสารข้อมูลเชิงลึก จัดเตรียมบริบท และแสดงให้เห็นว่าการตัดสินใจที่เกิดขึ้นได้อีกด้วย</span></p>
<h3><strong>Spreadsheets</strong></h3>
<p><b>Spreadsheets คือ เครื่องมือตารางจัดการที่จัดเรียงข้อมูลออกมาในแบบตารางสี่เหลี่ยม</b><span style="font-weight: 400;"> มักใช้เพื่อคำนวณเป็นหลัก โดย Spreadsheets จะมีฟังก์ชันการคำนวณหลายรูปแบบ ตั้งแต่การคำนวณแบบง่าย เช่น บวก ลบ คูณ หาร ไปจนถึงการคำนวณขั้นสูงที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้ เช่น การคำนวณทางธุรกิจ อุตสาหกรรม การเงิน งบประมาณ สถิติ ฯลฯ </span></p>
<h3><strong>Tableau</strong></h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-10970" src="https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/09/Tableau-1024x654.png" alt="Data Analytics Tools - Tableau
" width="1024" height="654" srcset="https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/09/Tableau-1024x654.png 1024w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/09/Tableau-300x192.png 300w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/09/Tableau-768x490.png 768w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/09/Tableau-1536x981.png 1536w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/09/Tableau.png 2000w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><a href="https://www.tableau.com/"><b>Tableau</b></a><b> อีกหนึ่งซอฟต์แวร์ที่จำเป็นสำหรับการทำ </b><b>Data Analytics</b><b> เนื่องจากสามารถนำข้อมูลจำนวนมากในหลักแสน หรือล้าน ๆ แถว (Records) ที่มีอยู่หลากหลายรูปแบบ มาทำ Data Visualization และวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อทำ Dashboard ได้ </b><span style="font-weight: 400;">Tableau จึงช่วยให้ผู้บริหารมีข้อมูลเชิงลึกที่เข้าใจง่าย ช่วยเพิ่มความสามารถในการตัดสินใจอย่างรวดเร็วและชาญฉลาดมากขึ้น นอกจากนี้ Tableau ยังสามารถเข้าถึงข้อมูลได้หลากหลายแหล่งข้อมูล (Data Sources) เช่น Microsoft Excel, Access, Sybase ฯลฯ โดยผู้ใช้งานสามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์และแสดงผลได้ตามต้องการอย่างมีประสิทธิภาพ</span></p>
<h3><strong>SAS</strong></h3>
<p><b>SAS ย่อมาจาก Statistical Analysis System คือ โปรแกรมสำเร็จรูปขนาดใหญ่ สำหรับวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติที่มีประสิทธิภาพ</b><span style="font-weight: 400;"> มีความสามารถหลายด้าน เช่น การวิเคราะห์ความแปรปรวน (Analysis Of Variance) ของข้อมูลที่ได้จากแผนการทดลองต่าง ๆ ข้อดีคือ สามารถวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติได้แม่นยำ ใช้งานง่าย ไม่มีพื้นฐานด้านเขียนโปรแกรมก็สามารถใช้ได้ นอกจากนี้ ยังค้นหาความผิดพลาดในการป้อนข้อมูล</span><span style="font-weight: 400;"><br /></span><span style="font-weight: 400;">และรายงานผลข้อมูลที่ผิดพลาดพร้อมบอกหมายเลขค่าสังเกตได้อีกด้วย</span></p>
<h3><strong>Apache Spark</strong></h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-10971" src="https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/09/Apache-Spark-1024x517.png" alt="Data Analytics Tools - Apache Spark
" width="1024" height="517" srcset="https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/09/Apache-Spark-1024x517.png 1024w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/09/Apache-Spark-300x151.png 300w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/09/Apache-Spark-768x388.png 768w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/09/Apache-Spark.png 1214w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><b>Apache Spark คือ เครื่องมือในการใช้สำหรับการประมวลผลข้อมูล (Process Big Data)</b><span style="font-weight: 400;"> เช่น การกรอง</span><span style="font-weight: 400;"><br /></span><span style="font-weight: 400;">การเรียงลำดับ การทำความสะอาด การตรวจสอบความถูกต้อง เป็นต้น โดยมีรูปแบบการทำงานแบบกระจายงานไปยังเครื่องต่าง ๆ (Cluster Computing Platform) แถมใช้งานง่าย และยังเป็นแพลตฟอร์มที่เป็น Open Source ใช้งานได้หลากหลายภาษาและหลากหลายรูปแบบฐานข้อมูล จึงเหมาะกับการทำงานแบบกลุ่มโดยเฉพาะ</span></p>
<h3><strong>Microsoft Excel</strong></h3>
<p><b>Microsoft Excel คือ โปรแกรมหนึ่งในชุด Microsoft Office ที่มักนำมาใช้ในด้านการวิเคราะห์ คำนวณ และการจัดการข้อมูลในรูปแบบตาราง</b><span style="font-weight: 400;">ที่เรียกว่า Spreadsheets หรือจะนำข้อมูลดิบมาแสดงผลในรูปแบบที่ทำให้เข้าใจข้อมูลนั้นลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น เช่น สร้างกราฟ หรือตารางสรุปที่เรียกว่า Pivot Table ก็ได้เช่นกัน</span></p>
<h3><strong>Looker Studio</strong></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">Looker Studio หรือชื่อเดิมว่า </span><a href="https://thedigitaltips.com/blog/google/google-data-studio/"><span style="font-weight: 400;">Google Data Studio</span></a><span style="font-weight: 400;"> คือ</span><b>ผลิตภัณฑ์ฟรีจาก Google ช่วยอำนวยความสะดวกในการดึง Insights จากแฟลตฟอร์มต่าง ๆ </b><span style="font-weight: 400;">ไม่ว่าจะเป็น ยอด </span><a href="https://thedigitaltips.com/blog/marketing/what-is-engagement/"><span style="font-weight: 400;">Engagement</span></a><span style="font-weight: 400;"> หรือ </span><a href="https://thedigitaltips.com/blog/marketing/what-is-ctr/"><span style="font-weight: 400;">CTR</span></a><span style="font-weight: 400;"> จากทุก ๆ Social Media หรือข้อมูลการเข้าถึงเว็บไซต์หลังจากทำ </span><a href="https://thedigitaltips.com/blog/google/sem/"><span style="font-weight: 400;">SEM</span></a> <b>แล้วนำข้อมูลเหล่านั้นมาสรุป</b><span style="font-weight: 400;">เป็นแผนภูมิแท่ง แผนภูมิวงกลม ตารางเปรียบเทียบ ฯลฯ อย่างไรก็ดี ปัจจุบัน Looker Studio จัดเป็นเครื่องมือพื้นฐานสำหรับการทำ </span><span style="font-weight: 400;">Data Analytics</span><span style="font-weight: 400;"> ที่ทุก ๆ ธุรกิจควรมี</span></p>
<h3><strong>Qlik Sense</strong></h3>
<p><b>Qlik Sense คือ ซอฟต์แวร์วิเคราะห์ข้อมูลสำหรับการทำ </b><b>Data Analytics</b><b> เพื่อช่วยให้ธุรกิจสามารถนำข้อมูลไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</b><span style="font-weight: 400;"> โดยออกแบบให้ผู้ใช้งานสามารถดาวน์โหลด Data จากแหล่งต่าง ๆ โดยตรง และนำมาสร้างเป็นงานนำเสนอโดยอัตโนมัติด้วยการทำงานของ AI นอกจากนี้ Qlik Sense ยังทำงานด้วยซอฟต์แวร์ SaaS ประสิทธิภาพสูง ซึ่งทำงานผ่านระบบ Cloud อีกด้วย</span></p>
<hr />
<h2><strong>ตัวอย่างการใช้ Data Analytics </strong></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การทำ </span><span style="font-weight: 400;">Data Analysis ตัวอย่าง</span><span style="font-weight: 400;">มีให้เห็นมากมายในหลาย ๆ ธุรกิจ และเพื่อให้คุณเห็นภาพการทำ </span><span style="font-weight: 400;">Data Analytics</span><span style="font-weight: 400;"> ผ่านกระบวนการ Data Analysis มากขึ้น เราขอยก Case Study จาก 3 แบรนด์ดัง ได้แก่ Netflix, McDonalds และ Grab มาให้คุณได้ศึกษาร่วมกัน ดังนี้</span></p>
<h3><strong>Netflix</strong></h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-10972" src="https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/09/Netflix.png" alt="ตัวอย่าง Data Analytics  - Netflix" width="1024" height="536" srcset="https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/09/Netflix.png 1024w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/09/Netflix-300x157.png 300w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/09/Netflix-768x402.png 768w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การทำ </span><span style="font-weight: 400;">Data Analytics คือ</span><span style="font-weight: 400;"> อาวุธชิ้นสำคัญของ Netflix มาตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง ทำให้สามารถนำส่งภาพยนตร์หรือคอนเทนต์ที่ผู้ใช้งานควรดูได้อย่างเหมาะสม เหมือนเป็นการทำนายว่า คนดูชอบดูอะไรมากที่สุด โดยเริ่มจากการวิเคราะห์ประวัติการดู คำค้นหา เวลาที่ใช้ในการรับชมรายการ ไปจนถึงข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ข้อมูลประชากร ข้อมูลตามความสนใจ และพฤติกรรมการท่องอินเทอร์เน็ต ฯลฯ แล้วนำข้อมูลเหล่านี้มาปรับแต่งรูปภาพ คำอธิบายข้อความ แท็ก และตัวอย่างรายการต่าง ๆ อีกทั้งยังมีแถบ “Because You Watched…” ที่เดาใจรายการต่อไปที่ผู้คนจะสนใจดูต่อได้อย่างแม่นยำอีกด้วย</span></p>
<h3><strong>McDonalds </strong></h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-10973" src="https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/09/McDonalds-1024x512.png" alt="ตัวอย่าง Data Analytics  - McDonalds
" width="1024" height="512" srcset="https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/09/McDonalds-1024x512.png 1024w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/09/McDonalds-300x150.png 300w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/09/McDonalds-768x384.png 768w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/09/McDonalds-1536x768.png 1536w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/09/McDonalds.png 1999w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เจ้าของตำนาน Big Mac อย่างร้าน McDonalds เอง ก็ใช้ประโยชน์จากการทำ </span><span style="font-weight: 400;">Data Analytics</span><span style="font-weight: 400;"> เช่นเดียวกัน โดยพวกเขามีระบบจัดเก็บข้อมูลการสั่งซื้อ รายการที่ลูกค้ามักถามหา ตลอดจนคอมเมนต์ต่าง ๆ ก่อนนำมาพัฒนาเป็น </span><a href="https://thedigitaltips.com/blog/marketing/data-driven/"><span style="font-weight: 400;">Data Driven Marketing</span></a><span style="font-weight: 400;"> เพื่อมุ่งดูแลลูกค้าอย่างตรงใจ นอกจากนี้ McDonalds ยังยกระดับการทำ </span><span style="font-weight: 400;">Data Analytics</span><span style="font-weight: 400;"> ให้ก้าวไปอีกขั้น ด้วยการนำ AI มาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลอื่น ๆ รอบด้านที่เกี่ยวข้อง อาทิ สภาพการจราจร ทำเลที่ตั้งของร้าน เทรนด์ที่กำลังเป็นที่นิยมในขณะนั้น ฯลฯ แล้วนำเสนอเมนูที่น่าจะตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในแต่ละช่วงเวลาอีกด้วย</span></p>
<h3><strong>Grab</strong></h3>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-10974" src="https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/09/Grab-1024x538.png" alt="ตัวอย่าง Data Analytics  - Grab
" width="1024" height="538" srcset="https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/09/Grab-1024x538.png 1024w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/09/Grab-300x158.png 300w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/09/Grab-768x403.png 768w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/09/Grab.png 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Analysis of Data คือ</span> <span style="font-weight: 400;">สิ่งที่เป็นดังขุมทรัพย์สำหรับ Grab เพราะสามารถบ่งบอกได้ว่า พื้นที่ไหนที่มีรายได้รออยู่ โดยหัวใจสำคัญของการทำ </span><span style="font-weight: 400;">Data Analytics </span><span style="font-weight: 400;">อยู่ที่การใช้ Machine Learning และ AI เพื่อประมวลผลว่าพื้นที่ใดกำลังประสบปัญหาจราจรติดขัด และควรเดินทางด้วยเส้นทางใดจึงจะใช้เวลาสั้นที่สุด ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้รวดเร็วที่สุด จากนั้นจึงส่งต่อข้อมูลเหล่านี้ให้กับคนขับ Grab เพื่อช่วยให้พวกเขาสามารถบริการลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ</span></p>
<hr />
<h2><strong>เทคนิคการทำ Data Analytics สำหรับธุรกิจ </strong></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับธุรกิจที่ตัดสินใจว่าจะลงสนามเพื่อทำ </span><span style="font-weight: 400;">Data Analytics</span><span style="font-weight: 400;"> อย่างเต็มที่ เพื่อปรับปรุงการวางกลยุทธ์การตลาดให้เฉียบคมมากยิ่งขึ้น Digital Tips ขอแนะนำ 4 เทคนิคที่จำเป็นสำหรับคุณ ดังนี้</span></p>
<ol>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ลงทุนกับการว่าจ้าง Data Analyst ที่เชี่ยวชาญในกระบวนการ Data Analysis และคุ้นเคยกับเครื่องมือที่เกี่ยวข้องจริง ๆ เพื่อตั้งต้นระบบ </span><span style="font-weight: 400;">Data Analytics</span><span style="font-weight: 400;"> ของบริษัทให้มีประสิทธิภาพสูงสุด<br /><br /></span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ทดลองลงมือศึกษาลูกค้า (Audience) ให้มากขึ้น ซึ่งจำเป็นจะต้องใช้ระบบ </span><a href="https://thedigitaltips.com/blog/news/customer-relationship-management/"><span style="font-weight: 400;">CRM</span></a><span style="font-weight: 400;"> เข้าช่วย เพื่อบันทึกข้อมูลทั่วไป พฤติกรรมการสั่งซื้อ และประวัติการพูดคุย-โต้ตอบกับลูกค้าเก็บไว้ อย่างไรก็ดี หลังจากจัดระเบียบข้อมูลเหล่านี้ได้แล้ว แนะนำให้ลองทดสอบประสิทธิภาพ ด้วยการนำข้อมูลที่ได้ไปเป็นวัตถุดิบในการสร้าง </span><a href="https://thedigitaltips.com/blog/facebook/custom-audience/"><span style="font-weight: 400;">Custom Audience</span></a><span style="font-weight: 400;"> สำหรับยิงแอดผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ แล้วดูว่ายอดการสั่งซื้อจะเพิ่มขึ้นหรือไม่ </span></li>
</ol>
<p><span style="font-weight: 400;">&gt;&gt; ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับธุรกิจที่ต้องการยิงแอดผ่าน Facebook อย่าลืมศึกษาเรื่อง </span><a href="https://thedigitaltips.com/blog/facebook/facebook-pictures-size-tips-2022/"><span style="font-weight: 400;">ขนาดรูป Facebook</span></a><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งมีด้วยกันมากกว่า 10 ขนาด เพื่อความถูกต้องและแม่นยำ</span></p>
<ol>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Data Analytics คือ</span><span style="font-weight: 400;"> กระบวนการที่จำเป็นต้องทำตลอดเวลา เนื่องจากข้อมูลไม่ใช่สิ่งตายตัว สามารถเพิ่ม ลด หรือเปลี่ยนแปลงได้ ดังนั้น หากคุณต้องการสำรวจความเป็นไปได้ใหม่ ๆ จากลูกค้า เพื่อนำมาเป็นวัตถุดิบในการปรับปรุงข้อมูล แนะนำให้ลองสร้างโฆษณาแบบ </span><a href="https://thedigitaltips.com/blog/facebook/what-is-lead/"><span style="font-weight: 400;">Lead</span></a><span style="font-weight: 400;"> Generation เช่น แบบสอบถาม แบบฟอร์มลงทะเบียน เพื่อดึงดูดให้กลุ่มเป้าหมายมากรอกข้อมูลทิ้งไว้ <br /><br /></span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ลองทำตารางสรุป Lesson Learned เพื่อเก็บข้อมูลการทำงานว่า กระบวนการทำ </span><span style="font-weight: 400;">Data Analytics</span><span style="font-weight: 400;"> ของทีม มีสิ่งใดที่ดีอยู่แล้ว และมีสิ่งใดที่จำเป็นต้องปรับปรุง</span></li>
</ol>
<hr />
<h2><strong>ธุรกิจของคุณมีการวิเคราะห์ Data หรือยัง? </strong></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การทำ </span><span style="font-weight: 400;">Data Analytics</span><span style="font-weight: 400;"> หรือการจัดระเบียบและวิเคราะห์ข้อมูล นำไปสู่การพัฒนาการวางกลยุทธ์การตลาดที่มีประสิทธิภาพ และสามารถเพิ่มยอดขายได้มากขึ้น นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ขณะนี้ ธุรกิจชั้นนำทั่วโลกพัฒนาการทำ </span><span style="font-weight: 400;">Data Analytics</span><span style="font-weight: 400;"> กันอย่างไม่หยุดยั้ง แล้วธุรกิจของคุณล่ะ…เริ่มวิเคราะห์ Data อย่างจริงจังแล้วหรือยัง?</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-10975" src="https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/09/How-to-create-winning-business-with-your-data-1024x577.png" alt="คอร์สเรียน Data Analytics - Digital Tips 
" width="1024" height="577" srcset="https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/09/How-to-create-winning-business-with-your-data-1024x577.png 1024w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/09/How-to-create-winning-business-with-your-data-300x169.png 300w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/09/How-to-create-winning-business-with-your-data-768x433.png 768w, https://thedigitaltips.com/wp-content/uploads/2022/09/How-to-create-winning-business-with-your-data.png 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากคุณมองเห็นโอกาสในการสร้างยอดขายจากสิ่งนี้ และอยากเริ่มต้นทำ </span><span style="font-weight: 400;">Data Analytics</span><span style="font-weight: 400;"> ด้วยวิธีการที่ถูกต้อง Digital Tips ขอแนะนำคอร์สเรียนดี ๆ ที่จะช่วยให้คุณก้าวทันโลกที่หมุนไปข้างหน้าด้วย Big Data อย่าง </span><b>“</b><a href="https://academy.thedigitaltips.com/courses/How-to-create-wining-business-with-your-data"><b>How to create winning business with your data</b></a><b>” โดยคุณทอย กศิดิษ สตางค์มงคล Senior Manager ด้าน Data Science เจ้าของเพจ Data Rockie</b><span style="font-weight: 400;"> มั่นใจด้วยเนื้อหาอัดแน่นจัดเต็ม 40 ตอน พร้อมถ่ายทอดเทคนิคพิเศษฉบับผู้เชี่ยวชาญ </span><b><i>ที่คนไม่มีพื้นฐานก็เรียนได้ </i></b><span style="font-weight: 400;">สมัครเลย!</span></p>
<p>The post <a href="https://thedigitaltips.com/blog/data-for-business/data-analytic/">Data Analytics คืออะไร พร้อมตัวอย่างการใช้ Big Data เพื่อต่อยอดธุรกิจ</a> appeared first on <a href="https://thedigitaltips.com">Digital Tips Academy</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
