เคยมั้ย? ได้อัปเงินเดือน ได้เงินโบนัส รายได้เพิ่มขึ้นจากเดิมหลายเท่า แต่ดันไม่มีเงินเหลือเก็บสักบาท พอย้อนดูพฤติกรรมการใช้จ่ายของตัวเอง ก็พบว่าเอาไปชอปปิงจนหมด หลายคนนึกว่าเป็นการให้ของขวัญตัวเอง แต่จริง ๆ คือการตกหลุมพรางของ “Lifestyle Inflation” แบบไม่รู้ตัว บทความนี้ Digital Tips จะมาอธิบายทุกคนว่าไลฟ์สไตล์แบบเงินเฟ้อนั้นอันตรายยังไง มีผลกระทบอะไร แล้วมีวิธีแก้อย่างไรบ้าง!
Lifestyle Inflation คืออะไร
Lifestyle Inflation หรือ ภาวะเงินเฟ้อด้านไลฟ์สไตล์ คือ พฤติกรรมการใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือยขึ้นเมื่อมีรายได้มากขึ้น หรือหาเงินได้มากกว่าเดิม เพราะต้องการจะอัปเกรดชีวิตของตัวเอง เช่น เที่ยวเยอะขึ้น ซื้อบ้านหลังใหญ่ ซื้อรถคันใหม่ จนปลายเดือนเหลือใช้นิดเดียว ไม่มีเงินเหลือไว้ออม และอาจร้ายแรงถึงขั้นสร้างหนี้สินก้อนใหญ่จนกลายเป็นภาระในอนาคต
จิตวิทยาเบื้องหลัง Lifestyle Inflation ที่กระตุ้นให้คนหยุดฟุ่มเฟือยไม่ได้
บางคนอาจจะรู้อยู่แก่ใจว่า การใช้เงินฟุ่มเฟือยมากไปก็ไม่ใช่เรื่องดี แต่หยุดทำไม่ได้ พฤติกรรมเหล่านี้สามารถนำหลักการทางจิตวิทยามาอธิบายได้ดังนี้
ลู่วิ่งแห่งความสุข (Hedonic Treadmill)
เมื่อเราได้ซื้อสิ่งที่อยากได้มานาน ก็จะมีความสุขมาก ๆ ในช่วงแรก ๆ และเมื่อเวลาผ่านไปก็จะไม่รู้สึกตื่นเต้นเท่าเมื่อก่อน แทนที่จะพึงพอใจกับสิ่งที่ได้มาแล้ว กลับโหยหา “ของแพง” หรือ “สินค้าพรีเมียม” กว่าเดิม เพราะตั้งมาตรฐานเป็นความสุขที่เคยได้รับ ทำให้คนเหล่านี้แทบจะไม่พอใจในสิ่งที่ได้มาแบบยั่งยืน แต่ต้องการยกระดับชีวิตหรือชอปปิงของใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา
อคติในปัจจุบัน (Present Bias)
Present Bias เป็นอคติทางความคิดที่ทำให้มนุษย์ให้คุณค่ากับ “ความสุขในปัจจุบัน” มากกว่า “ความมั่นคงในอนาคต” ตัวอย่างเช่น เมื่อเงินเดือนเข้าก็จะเอาเงินไปชอปปิงทันที แทนที่จะเก็บออมเพื่ออนาคต เพราะต้องการเสพความสุขในเดี๋ยวนั้น โดยไม่สนใจชีวิตตอนแก่

ผลกระทบของ Lifestyle Inflation มีอะไรบ้าง
- ทำงานเป็นหนูถีบจักร เพราะต้องหาเงินมาตอบสนองไลฟ์สไตล์ติดแกลมของตัวเอง ต้องทำงานตลอดเวลาจนไม่ได้พัก หรืออยากลาออกก็ออกไม่ได้
- รวยขึ้น แต่ความเครียดเพิ่มขึ้นตาม เพราะเงินเหลือใช้แบบเดือนชนเดือน ความสุขที่ได้มาก็ดีใจแค่ระยะสั้น และคิดว่าวิธีแก้เดียวคือการซื้อของชิ้นใหม่ไปเรื่อย ๆ แล้ววนลูปกลับมาเครียดเรื่องเงินอีกเหมือนเดิม
- ไม่มีเงินสำรอง เมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น ป่วยเข้าโรงพยาบาล ตกงาน หรือรถเสีย ก็ไม่มีเงินก้อนมาโปะค่าใช้จ่าย เพราะเปย์ตัวเองไปหมดแล้ว
- วางแผนเกษียณไม่ได้ ติดนิสัยใช้จ่ายไปวัน ๆ ได้มาเท่าไหร่ก็ใช้จนหมด จนบางคนต้องทำงานไปจนแก่ เพราะไม่เคยเหลือเงินไว้เก็บออม หรือลงทุนเพื่อเป็นเงินก้อนไว้ใช้ในยามเกษียณ
เช็กลิสต์ 3 สัญญาณเตือนว่าเราอาจติดกับดัก Lifestyle Inflation
ถ้าใครกำลังสงสัยว่าตัวเองกำลังเข้าข่ายอยูในภาวะนี้อยู่หรือเปล่า ลองมาดูเช็กลิสต์ทั้ง 3 ข้อนี้กัน!
1. รูดบัตรเครดิตเยอะเกินไป
เมื่อมีของที่อยากได้แต่ยังไม่มีเงินสด ก็เลือกที่จะรูดบัตรเครดิตไปก่อน แล้วค่อยหาเงินมาจ่ายทีหลัง บวกกับมีชุดความคิดที่ว่า “เดี๋ยวเงินเดือนเข้าค่อยจ่าย” หรือ “ถ้าไม่พอเดือนนี้หาใหม่” สิ่งนี้ถือว่าน่ากลัวมาก ๆ เพราะอาจกลายเป็นหนี้บัตรเครดิต แถมไม่มีเงินไว้สำหรับค่าใช้จ่ายที่จำเป็นด้วย เช่น ค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ค่ากิน หรือค่าเดินทาง
2. เริ่มใช้เงินเพื่อซื้อภาพลักษณ์
เห็นคนอื่นมีชีวิตรวย ๆ แล้วอยากมีตาม ก็เลยใช้เงินแบบไม่คิด ต้องมีแบรนด์เนม บ้านหลังใหญ่ รถแพง ๆ เหมือนคนอื่นเขา ทั้ง ๆ ที่ตัวจริงหมุนเงินไม่ทัน นี่ก็เป็นสัญญาณที่อันตรายเช่นกัน รวมถึงคนที่เห็นสินค้าออกใหม่ อินฟลูแห่กันใช้ก็รีบซื้อตาม เพราะกลัวจะ FOMO แต่สินค้านั้นอาจจะไม่ได้จำเป็นกับชีวิตประจำวันเลย
3. เงินเดือนขึ้นแต่เงินออมเท่าเดิม
ก่อนหน้านี้เราได้เงินเดือน 20,000 บาท แบ่งเก็บไว้ออม 10% คือ 2,000 บาท แต่พอได้เลื่อนตำแหน่งและอัปเงินเดือนเป็น 30,000 บาท ปรากฏว่าเงินออมต่อเดือนก็ยังอยู่ที่ 2,000 บาทเท่าเดิม แสดงว่าเรานำเงินที่เพิ่มขึ้นไปลงทุนกับไลฟ์สไตล์มากกว่าการออม ถือเป็นสัญญาณของ Lifestyle Inflation ที่เจอได้ง่ายที่สุดเลยก็ว่าได้

จะเลิกติดแกลมแล้ว! แชร์วิธีแก้ Lifestyle Inflation ให้กลับมามีเงินเก็บ
สำหรับใครที่อยากหลุดพ้นจากภาวะ Lifestyle Inflation ให้การเงินกลับมามีสภาพคล่อง ไม่ต้องใช้เงินเดือนชนเดือนอีกต่อไป ลองทำตามวิธีแก้เหล่านี้ได้เลย!
เงินเดือนเข้าปุ๊ป ออมเงินปั๊ป
ทริคที่ง่ายที่สุดคือ เมื่อแจ้งเตือนเงินเดือนเข้า ให้นำเงินเดือนลบกับค่าใช้จ่ายที่เป็น Fixed Cost จากนั้นแบ่งเงินที่เหลือบางส่วนไปออมทันที โดยอาจจะฝากประจำรายเดือน นำไปซื้อกองทุน หรือฝากในบัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูงก็ได้
แยกบัญชีสำหรับให้รางวัลตัวเอง
สำหรับเงินที่เหลือจากการแบ่งออม ก็ควรโอนแยกไปยังบัญชีสำหรับชอปปิงหรือซื้อความสุขให้ตัวเองโดยเฉพาะ วิธีนี้ช่วยให้เราไม่นำเงินส่วนอื่นมาใช้จ่ายปนกัน และเมื่อเห็นว่าเงินในบัญชีนี้ใกล้จะหมด ก็จะไม่ชอปปิงเพิ่ม ใช้จ่ายเท่าที่แบ่งไว้เท่านั้น
เลิกถือคติ “ของมันต้องมี”
ของทุกอย่างก็ไม่ได้จำเป็นกับชีวิตของเราเสมอไป ก่อนซื้ออะไรควรคิดให้เยอะ ๆ ว่าควรซื้อไหม ซื้อไปแล้วคุ้มค่าไหม จะได้ใช้งานจริง ๆ หรือเปล่า เพราะหลายคนเสียเงินกับการตกเป็นทาสการตลาดมาแล้วนับไม่ถ้วน
กฎ 48 ชั่วโมง CF ไว้ก่อนค่อยจ่าย
ถ้ารู้สึกสนใจของชิ้นไหน ลองกดสินค้านั้นใส่ไว้ในตะกร้าสินค้า แล้วอีก 48 ชั่วโมงค่อยกลับมาดูอีกครั้งว่ายังอยากซื้อหรือไม่ เพราะหลายครั้งเราตัดสินใจซื้อเร็วไป ไม่ทันได้ไตร่ตรองดี ๆ แต่ถ้ายังรู้สึกอยากซื้อของชิ้นนี้จริง ๆ แนะนำว่าให้ลองหาโค้ดส่วนลดหรือส่องโปรโมชันเพิ่มเติม เพื่อซื้อในราคาที่ถูกที่สุด
สรุป
การให้รางวัลตัวเองหลังทำงานหนัก ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่จะอันตรายทันทีเมื่อติดหรูจนเกินตัว อีกทั้ง หลายคนที่ประสบกับภาวะ Lifestyle Inflation ก็ไม่ยอมออกจากวังวนนี้ เพราะกลัวขายหน้า หรือชื่นชอบกับไลฟ์สไตล์แพง ๆ ไปแล้ว ดังนั้น ถ้ารู้ตัวแล้วว่ากำลังเสพติดกับภาวะนี้ ก็อย่าลืมดึงตัวเองออกมาให้เร็ว หันมาใส่ใจกับการวางแผนการเงินมากขึ้น เพื่อให้คุณสามารถใช้ชีวิตแบบไม่ติดขัดการเงิน และวางรากฐานให้อนาคตไปพร้อม ๆ กัน
อ้างอิง
Digital Tips Academy. Lifestyle Inflation ชีวิตติดหรูมากเกิน ระวังติดหนี้ยาว
Available from: https://www.youtube.com/watch?v=4SjmEEoFIZU
CNBC Select. What is lifestyle creep?
Available from: https://www.cnbc.com/select/what-is-lifestyle–inflation/


